หน้าหลักข้อมูลองค์กรแผนงานโครงการแสดงความคิดเห็นแผนผังเว็บไซต์ติดต่อเรา

คณะกรรมการ กรอ.จังหวัด/กลุ่มจังหวัด

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.)

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ

GMS

ACMECS

IMT-GT

ROC

AEC

กระทรวงมหาดไทย

เว็บไซต์จังหวัด

ส่วนราชการไทย

สื่อสารมวลชน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

บทความ

ภาพกิจกรรม

องค์กรภาคเอกชน

หอการค้าไทย

สมาคมธนาคารไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ส่วนหัวปฏิทิน

 

ส่วนหัวนาฬิกา

ส่วนหัวพยากรณ์อากาศ

ส่วนหัวราคาน้ำมัน ปตท.

ส่วนหัวอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

ภาคการค้าและการลงทุน
สรุปผลการเสวนา เรื่อง “ทศวรรษใหม่เศรษฐกิจไทย – อินเดีย”
สรุปผลการเสวนา เรื่อง  “ทศวรรษใหม่เศรษฐกิจไทย – อินเดีย”

 

การค้าไทย-อินเดีย

          อินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ ๗ ของโลก มีนิวเดลีเป็นเมืองหลวง ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ปัจจุบันคนอินเดียมีกำลังซื้อกว่า ๓๐๐ ล้านคน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ ๘ มาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและยานยนต์ ประเทศอินเดียมีแหล่งวัตถุดิบที่สมบูรณ์เหมาะแก่การลงทุน จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะสามารถเข้าไปลงทุนและเจาะตลาดสินค้าได้มากขึ้น การค้าไทย-อินเดียมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย ส่งผลให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าอินเดียเป็นครั้งแรก อินเดียจึงเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ ๑๑ ของไทย สินค้าส่งออกอุตสาหกรรมไทยไปยังประเทศอินเดียที่สำคัญ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ส่วนใหญ่ไทยจะนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เชื้อเพลิงและสินค้าทุน  โดยมีสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ อัญมณี ทองคำ และโลหะ

ปัจจุบันสินค้าส่งออกไทยได้รับการลดภาษีภายใต้กรอบการค้าเสรีไทย-อินเดีย (TIFTA) และการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) ทำให้สินค้ามีแนวโน้มเข้าสู่ตลาดอินเดียได้มากขึ้น ส่วน FTA ไทย-อินเดียได้ตกลงลดภาษีระหว่างกัน ในรายการสินค้าเร่งลดภาษี จำนวน ๘๒ รายการ โดยให้มีอัตราภาษีร้อยละ ๐ ซึ่งอยู่ในระหว่างการเจรจาเพิ่มเติมที่ยืดเยื้อมากว่า ๘ ปี เพื่อให้ครอบคลุมการเปิดเสรีสินค้าในส่วนที่เหลือ FTA อาเซียน-อินเดีย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ ครอบคลุมสินค้ากว่า ๔,๘๐๐ รายการ ในส่วนของ FTA ไทย-อินเดียจะต้องเจรจาให้แล้วเสร็จภายใน เดือนมิถุนายน ๒๕๕๕ และให้มีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน ๒๕๕๕

ผลกระทบ

           ๑.  ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลดภาษีก่อนกรอบเวลาภายใต้อาเซียน-อินเดีย (เริ่มปี ๒๕๕๓) ร้อยละ

                ๗๐ ของสินค้าจะมีภาษี ๐ ในปี ๒๕๕๖

           ๒.  เสียเปรียบประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งไทยและทำ FTA กับอินเดียแล้ว อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้

                และอินโดนีเซีย (ระหว่างเจรจา)

สถานการณ์ล่าสุด 

               Ÿ   ในการเจรจา FTA ไทย-อินเดีย ไทยได้สิ้นสุดการเสนอ Initial Offer (ข้อเสนอเบื้องต้น) เมื่อวันที่

๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ และได้เตรียมยื่น Revise Offer (ข้อเสนอที่แก้ไข) ในวันที่ ๑๕ มีนาคม๒๕๕๕ สำหรับสาขาบริการ ได้มีการยื่น Revise Offer แล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

               Ÿ  การเจรจา FTA ไทย-อินเดีย กำหนดเป้าหมายการค้าสองฝ่ายไทย-อินเดีย ๑๖ พันล้านเหรียญในปี                        ๒๐๑๔

               Ÿ  พิธีสารฉบับที่ ๒ เพื่อแก้ไขกรอบความตกลง Third Party Invoicing โดยเพิ่มสินค้า ๑ รายการ

               Ÿ  ผลักดันการเจรจาไทย-อินเดีย FTA Political Will กำหนดกรอบระยะเวลาและสรุปผลการเจรจา

ข้อมูลการลงทุนในอินเดีย

              ๑.  มูลค่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ในอินเดียช่วงปี ๕๓-๕๔ เท่ากับ ๑๕๒.๗ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

              ๒.  ลำดับการลงทุนรายประเทศ ไทยจัดอยู่ในอันดับที่ ๕๕ ร้อยละ ๖ (ต่อ FDI ทั้งหมด)

              ๓.  ๕ อันดับสาขาที่มีมูลค่าการลงทุน FDI สูงสุด คือ (๑) การบริการ (๒) โทรคมนาคม (๓) ซอฟแวร์  

คอมพิวเตอร์ (๔) ที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ (๕) การก่อสร้าง ปัจจุบันธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุน ในอินเดียแล้วในขณะนี้ ได้แก่ การเกษตร สาธารณูปโภคอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ ที่อยู่อาศัย บริการทางการเงิน เป็นต้น นับเป็นมูลค่าการลงทุนจากไทยไปอินเดีย ๙๑.๔๙ ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ทัศนคติของชาวตะวันตกที่มองอินเดียเปรียบเทียบกับจีนในอาเซียน โดยมองว่าปัจจุบันคนไทยยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ อินเดียศึกษามากนัก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยไม่นิยมที่จะลงทุนในอินเดีย ในมุมมองของชาวตะวันตกมองว่า อินเดียคือสัญลักษณ์แห่งอาณานิคมทางวัฒนธรรมในอาเซียนที่เปรียบเหมือนช้างสารอันสง่างาม และมองจีนเป็นสัญลักษณ์แห่งการรุกขยายโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงอาเซียนและของโลกที่เปรียบเหมือนมังกรพ่นพิษอันยิ่งใหญ่ ในสายตาชาวตะวันตกแล้ว เมื่อพูดถึงจีนกับอินเดีย จึงมีคำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า (CHINDIA) หมายถึงการแข่งขันกันระหว่างสองมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่ระหว่างจีนกับอินเดีย ซึ่งมีความแตกต่างกันในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง  จะเห็นได้ว่าจีนมีการปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ไม่มีกฎหมายที่ตายตัว ซึ่งต่างกับอินเดียที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีกฎหมายที่มากมายและเข้มงวด วัฒนธรรมจากอินเดียได้เข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ดังนั้น อินเดียจึงให้ความสนใจไทยและมองว่าไทยเป็นเหมือนมิตรแท้ในกรอบอาเซียน ทางด้านยุทธศาสตร์การลงทุนไทยในอินเดียของภาคเอกชน ยังอยู่ในระหว่างตัดสินใจ การที่ไทยจะไปลงทุนในประเทศอินเดียแม้ว่าจะมีกฎเกณฑ์มากมาย แต่ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมและมองหาโอกาสมากกว่าอุปสรรค

การเปิดตลาดการค้าเสรีไทยกับอินเดีย (TI-FTA) ยังมีอุปสรรคในเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งในอินเดีย ในขณะที่รัฐบาลอินเดียยังไม่เปิดเสรีให้ชาวต่างชาติมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นได้ ๕๑ % อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ธุรกิจ นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่เลือกที่จะลงทุนในจีนเป็นอันดับ ๑ และรองลงมาเป็นประเทศอินเดีย ซึ่งมีอำนาจในการซื้ออยู่ในอันดับ ๓ ของโลก และนับได้ว่าอินเดียเป็นประเทศที่มีศักยภาพในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในอันดับต้นของโลก ขณะเดียวกันนโยบาย Look West ของไทย ในการแสวงหาตลาดการค้าใหม่เพื่อลงทุนในตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น ได้มีเป้าหมายสำคัญในการมุ่งขยายตลาดการค้าใหม่ไปยังอินเดีย ซึ่งจะเป็นประตูการค้าสำคัญ (gate way) สู่กลุ่มประเทศในแถบเอเชียใต้ และแอฟริกา ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านั้นได้มีท่าทีสนับสนุนการทำข้อตกลงเสรีการค้า FTA  กับประเทศไทยก่อนหน้านี้  ดังนั้น ไทยจึงควรใช้โอกาสและสิทธิประโยชน์จาก TIFTA ไทย-อินเดีย ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง TIFTA นี้ จะมีผลบังคับใช้ เริ่ม ๑ กันยายน ๒๕๕๕ และขณะนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การปรับนวัตกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพและมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้สูงสุด และขณะเดียวกันรัฐบาลได้พยายามเสนอความตกลงทางการค้าใหม่ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ในขณะที่กลุ่มประเทศในยุโรปก็มีแนวคิดในเรื่องนี้

นายสาธิต เซกาล ประธานสมาคมนักธุรกิจอินเดีย-ไทย กล่าวว่า ทัศนคติ และวิสัยทัศน์ของคนไทยที่มีต่อคนอินเดีย ส่วนใหญ่คนไทยยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจด้านอินเดียศึกษา ทางสมาคม ฯ จึงมีความปรารถนาดี และขอความร่วมมือทุกฝ่าย รวมทั้งสื่อมวลชน ได้เข้ามามีบทบาท ให้ความสำคัญ สนับสนุน ส่งเสริมข้อมูล เรื่อง อินเดียศึกษาให้มากขึ้น และให้การส่งเสริมการลงทุน การแสวงหาตลาดใหม่ให้แก่นักลงทุนอินเดียที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน ดังนั้น รัฐบาลไทย จึงควรหารือเรื่องกลไกในการบูรณาการความร่วมมือ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ส่งเสริมการค้า การลงทุนในอินเดียมากขึ้น รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ติดตามความก้าวหน้าการเปิดเสรีการค้าไทย-อินเดียอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย-อินเดียให้แนบแน่นต่อไป

 

จำนวนผู้เข้าชม

ลิขสิทธิ์ © 2554 ส่วนพัฒนาความร่วมมือภาคเอกชนและกิจการพิเศษ สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด
สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โทรศัพท์ 0-2224-1843 โทรสาร 0-2222-4159

© 2554 สงวนลิขสิทธิ์ พัฒนาโดย N Square Media And Creation Co., Ltd.