หน้าหลักข้อมูลองค์กรแผนงานโครงการแสดงความคิดเห็นแผนผังเว็บไซต์ติดต่อเรา

คณะกรรมการ กรอ.จังหวัด/กลุ่มจังหวัด

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.)

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ

GMS

ACMECS

IMT-GT

ROC

AEC

กระทรวงมหาดไทย

เว็บไซต์จังหวัด

ส่วนราชการไทย

สื่อสารมวลชน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

บทความ

ภาพกิจกรรม

องค์กรภาคเอกชน

หอการค้าไทย

สมาคมธนาคารไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ส่วนหัวปฏิทิน

 

ส่วนหัวนาฬิกา

ส่วนหัวพยากรณ์อากาศ

ส่วนหัวราคาน้ำมัน ปตท.

ส่วนหัวอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

IMT-GT
ผลการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-มาเลเซีย จังหวัดนราธิวาส แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย

ผลการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-มาเลเซีย จังหวัดนราธิวาส แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย(Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT-GT) และแผนงานภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์ร่วมในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย (Thailand-Malaysia Committee on Joint Development Strategy for Border Areas: JDS) วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดนราธิวาส

๑.   เรื่องเพื่อทราบ :

      ๑.๑   เรื่อง ผลการประชุมคณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน ครั้งที่ ๔ แผนงาน IMT-GT ณ เมืองพัทยา

             สาระสำคัญ :

ข้อเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-มาเลเซีย จังหวัดนราธิวาส ที่จังหวัดนราธิวาสได้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สศช.) ในด้านความเป็นไปได้ในการเสนอสู่กรอบความร่วมมือภายใต้คณะกรรมการพัฒนาความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (กพบ.) ได้รับการเสนอสู่ที่ประชุมคณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน แผนงาน IMT-GT ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับคณะทำงานด้านการค้า และการลงทุน ของแผนงาน IMT-GT ครั้งที่ ๔ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ที่โรงแรมอมารีพัทยา เมืองพัทยา สรุปผลการประชุมในภาพรวมได้ ดังนี้

๑.๑.๑ ความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานเฉพาะกิจภายใต้คณะทำงานด้านการค้าและ  การลงทุน (๒ คณะ)

                (๑)    คณะทำงานเฉพาะกิจด้านความร่วมมือ CIQ กรมการค้าต่างประเทศเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๔ ณ เมืองพัทยา สรุปผลการประชุมที่สำคัญ ได้แก่ (๑) Entry/Exit Point โดยกำหนดจุดทดลอง ณ พรมแดนไทย-มาเลเซีย ที่ บูกิตกายูฮิตัม-สะเดา ปาดังเบซาร์ และสุไหงโกลก-รันเตาปันยัง โดยแต่ละประเทศจะศึกษาประเด็นที่ต้องปรับปรุงเสนอคณะทำงาน และเสนอจุด Entry/Exit Point ระหว่างอินโดนีเซีย-มาเลเซีย อินโดนีเซีย-ไทย มาเลเซีย-อินโดนีเซีย (๒) Systems and Operation ไทยเสนอให้เปิดการให้บริการ ๒๔ ชั่วโมง ณ ด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม และเปิดบริการถึง ๒๔ น. ณ ด่านสุไหงโกลก-รันเตาปันยัง ตากใบ-เปิงกาลันกุโบร์ เบตง-เปิงกาลันกุโบร์ และปาดังเบซาร์ และไทยเสนองดการใช้หนังสือเดินทางในการข้ามแดน (paperless system) มาเลเซียจะพิจารณาการใช้ Automatic Clearance System (MACs) ณ ชายแดนไทย-มาเลเซีย ลักษณะเดียวกับชายแดนสิงคโปร์-มาเลเซีย (๓) รูปแบบการประชุมในอนาคต เป็นการประชุมเฉพาะภาครัฐหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ภาคเอกชนเสนอประเด็นที่ต้องการสนับสนุนก่อนการประชุม (๔) การจัดทำ Guide or Framework of CIQ Cooperation โดย ADB เป็นผู้ยกร่างเสนอเจ้าหน้าที่อาวุโสพิจารณา

                   (๒)   คณะทำงานด้านฐานข้อมูลการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว สศช. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ (๑) การจัดทำข้อมูลระยะที่ ๑ (ข้อมูลตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจสังคมในระดับประเทศ โดยใช้ตัวชี้วัดที่จัดทำโดย ADB (Key Economic Indicators series) โดย CIMT เป็นผู้ปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบันแสดงในเว็บไซต์ ของ IMT-GT เป็นรายปีทุกเดือนกันยายน (๒) ความก้าวหน้าในการจัดทำฐานข้อมูลระยะที่ ๒ ในระดับอนุภูมภาค โดยทุกประเทศเห็นชอบในการส่งข้อมูลปัจจุบันตามแบบฟอร์มที่กำหนดไม่ล่าช้า กว่าวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๔ (๓) ข้อมูล Meta Data ทุกประเทศเสนอต่อ CIMT ภายในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๔ (๕) ADB จะยกร่างกรอบการศึกษาด้าน Impact Assessment Study โดยใช้ฐานข้อมูลระยะ ๑ และ ๒ เพื่อสามารถวิเคราะห์ผลกระทบจากการจัดตั้งแผนงาน IMT-GT ต่อประเทศสมาชิก

๑.๑.๒     โครงการที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จในช่วงปีสุดท้ายของแผนที่นำทาง IMT-GT ได้แก่

           (๑)   มาเลเซีย: Northgate Manufacturing Park ที่เมืองเปิงกาลันฮูลู รัฐเประ IMT-GT Plaza ที่ Port Dickson, Harbor City Development ที่ Port Klang รัฐสลังงอร์ สวนอุตสาหกรรมฮาลาลที่รัฐปะลิส การพัฒนาเมืองแบบ Township ที่ปาดังเบซาร์ การพัฒนาสวนอุตสาหกรรมบริเวณชายแดน การพัฒนาเมืองแบบ Township ที่ โกตาปุตรา รัฐเกดะห์ การพัฒนาเมืองแบบ Township ที่ โกตาเปอร์ดานา รัฐเคดะห์

           (๒)   ไทย: การ พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย บริเวณอำเภอแว้ง อำเภอสุไหงโกลก อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เชื่อมโยงกับรัฐกลันตัน มาเลเซีย และที่บริเวณอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา-เมืองบูกิตกายูฮิตัม รัฐเคดะห์ มาเลเซีย

๑.๑.๓     โครงการที่จะดำเนินการต่อเนื่องในช่วง Implementation Blueprint ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙

            สามประเทศจะหารือระหว่างกันเพื่อพิจารณาโครงการที่จะดำเนินการต่อไป ในช่วงImplementation Blueprint และจัดส่งให้ CIMT ภายในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ อย่างไรก็ดี กรมการค้าต่างประเทศได้มอบหมายให้ สศช.ประสานงานกับจังหวัดนราธิวาสในการจัดทำข้อเสนอโครงการตามแบบฟอร์ม IMT-GT Implementation Blueprint เสนอต่อ CIMT ต่อไป

๑.๒       เรื่อง ผลการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งพิเศษ แผนงาน IMT-GT ณ เมืองบันดุง

              สาระสำคัญ :

สืบเนื่องจากผลการประชุมสามประเทศระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อติดตาม ข้อสั่งการจากการประชุมระดับผู้นำแผนงาน IMT-GT ครั้งที่ ๕ ที่นครฮานอย เวียดนาม ซึ่งประเทศไทยร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเมื่อเดือน มกราคม ๒๕๕๔ ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อินโดนีเซียและธนาคารพัฒนาเอเชียได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับเจ้า หน้าที่อาวุโสนัดพิเศษ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ณ เมืองบันดุง อินโดนีเซีย เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนการดำเนินการแผนงาน IMT-GT ในรอบปี ๒๕๕๔ และการเตรียมการดำเนินการในระยะ ๕ ปีข้างหน้าตามกรอบ Implementation Blueprint ระหว่างปี ๒๐๑๒-๒๐๑๖ ต่อไปด้วย ผลการประชุมสรุป ดังนี้

๑.๒.๑   ผู้เข้าร่วมการประชุม ฝ่ายอินโดนีเซีย มี ดร.รัลดี คูสตูร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยี   นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม กระทรวงประสานกิจการเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทน ฝ่ายมาเลเซีย มี นายราซาลี เจ๊ะ หมัด ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภูมิภาค สำนักงานวางแผนเศรษฐกิจ เป็นหัวหน้าคณะ และฝ่ายไทย มีนายไพโรจน์ โพธิวงศ์ รักษาการที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะและปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุม ทั้งนี้ มีผู้แทนสภาธุรกิจ IMT-GT เข้าร่วมประชุมด้วยทั้งสามประเทศ ได้แก่ ดาโต๊ะฟาวซี นาอิม นอร์ ประธานสภาธุรกิจ IMT-GT (มาเลเซีย) และปฏิบัติหน้าที่ประธานสภาธุรกิจ IMT-GT นายบุญช่วย จังศิริวัฒนธำรง ประธานสภาธุรกิจ IMT-GT (ประเทศไทย) และนายไรซา อาชาดี ผู้แทนสภาธุรกิจ IMT-GT (อินโดนีเซีย) ผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานความร่วมมืออนุภูมิภาค IMT-GT (CIMT)

๑.๒.๒   สถานะของศูนย์ประสานงานอนุภูมิภาค IMT-GT (CIMT) มาเลเซียแจ้งว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการดำเนินงานของ CIMT ถึงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ และเนื่องจากยังไม่สามารถรับรองสถานะทางกฎหมายของ CIMT ภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ จึงไม่สามารถขยายการสนับสนุนงบประมาณแต่เพียงประเทศเดียวต่อจากนั้นได้และขอ ให้สามประเทศร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของ CIMT นับตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ ไทยแจ้งว่าเนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการเปิดประชุมรัฐสภาและจัดตั้งรัฐบาลจึงจะ ได้เร่งกระบวนการรับรองสถานะทางกฎหมายของ CIMT ต่อไปให้แล้วเสร็จก่อนการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ ๖

         ด้านสถานที่ตั้งของ CIMT ในระยะต่อไป อินโดนีเซียเสนอให้เปิดโอกาสให้ทุกประเทศเป็นที่ตั้ง หรืออาจทบทวนความเหมาะสมของ CIMT ในภารกิจการประสานงานกับหุ้นส่วนการพัฒนาอื่นๆ และอาจให้ความสำคัญกับสภาธุรกิจ IMT-GT เพื่อเพิ่มบทบาทการขับเคลื่อน IMT-GT แทน CIMT อย่างไรก็ดีประธานสภาธุรกิจ IMT-GT (ดาโต๊ะฟาวซี นาอิม นอร์) แจ้งว่าอยู่ระหว่างการเสริมสร้างศักยภาพของสภาธุรกิจเอง จึงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการเข้ารับบทบาทแทน CIMT มาเลเซียแจ้งว่าประเทศมาเลเซียไม่สะดวกที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของ CIMT ต่อไปแม้เป็นการเฉลี่ยระหว่างสามประเทศหาก CIMT มิได้ตั้งอยู่ในมาเลเซียต่อไป จึงขอให้ทุกประเทศเห็นชอบให้สำนักงาน CIMT ตั้งอยู่ในมาเลเซียต่อไป

         ด้านผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ CIMT หลังจากดร.ฮัซซัน อิบราฮิม ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน ลาออกตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ มาเลเซียแจ้งว่าไม่สามารถจัดจ้างผู้ดำรงตำแหน่งแทนเนื่องจากมีเวลาในสัญญา เหลือเพียง ๑๐ เดือน และธนาคารพัฒนาเอเชียแจ้งว่าจะคงสามารถช่วยปฏิบัติหน้าที่แทน CIMT ได้เพียงถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เท่านั้นเนื่องจากสามประเทศอยู่ในขั้นตอนการรับรองสถานะทางกฎหมายของ CIMT อยู่แล้ว สามประเทศจึงเห็นควรให้ประเทศเจ้าภาพการประชุม (Technical Host Country) เป็นผู้ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการการประชุมโดยมีเจ้าหน้าที่ของ CIMT ช่วยสนับสนุนภารกิจ

๑.๒.๓    การเตรียมการด้าน Implementation Blueprint ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ เนื่องจากมีการประชุมคณะทำงานสาขาไปแล้วในรอบปี ๒๕๕๔ เพียง ๓ ใน ๖ สาขา ได้แก่ (๑) คณะทำงานสาขาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่ง (๒) คณะทำงานสาขาการค้าและการลงทุน และ (๓) คณะทำงานสาขาผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล จึงขอให้เร่งรัดการจัดประชุมคณะทำงานที่คงค้างการดำเนินการอยู่ภายในช่วง กลางเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ได้แก่ (๑) คณะทำงานด้านการท่องเที่ยว (๒) คณะทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และ (๓) คณะทำงานด้านการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตรและสิ่งแวดล้อม โดยใช้แบบฟอร์มโครงการ (Implementation Blueprint Template) และรายละเอียดการกรอกที่ CIMT และ ADB กำหนด และให้ฝ่ายเลขานุการระดับชาติสนับสนุนด้านการระบุแนวความคิด ของโครงการ

 ทั้งนี้ ใช้การหมุนเวียนสถานที่ประชุมตามลำดับโดยไม่ต้องพิจารณาการจัดประชุม ครั้งพิเศษในวาระเดียวกันทั้ง ๖ สาขาในปี ๒๕๕๓ ที่ ปีนัง มาเลเซีย โดยอินโดนีเซียจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานสาขาการท่องเที่ยวและ สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และมาเลเซียต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานสาขาการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ทว่าเนื่องจากในช่วงการประชุมเตรียมการแปลงแผนตามข้อสั่งการของผู้นำ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประเทศไทยในฐานะประธานสาขาการท่องเที่ยวได้เสนอเป็นเจ้าภาพการประชุม จึงขอให้ไทยรับไปเป็นเจ้าภาพก่อนรอบการหมุนเวียนด้วย

ทั้งนี้ ให้ทุกคณะทำงาน ทบทวนด้านกรอบแนวคิดและรายละเอียดโครงการกับเสนอเรื่องผู้รับผิดชอบด้านแนว คิดโครงการพร้อมรายละเอียดให้ CIMT เพื่อการประสานงานต่อไปด้วย โดยให้ฝ่ายเลขานุการระดับชาติประสานงานกับกระทรวงที่รับผิดชอบด้านแผนงาน และงบประมาณเพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาระดับชาติ และมีการประสานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ตลอดจนภาคส่วนการพัฒนาในระดับหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นตามความจำเป็นของโครงการ โดยจะจัดให้มี การสัมมนาสำหรับ Implementation Blueprint ในช่วงกลางเดือนกันยายน ๒๕๕๔ ณ รัฐมะละกา มาเลเซีย เพื่อ (๑) สนับสนุนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเสนอโครงการร่วมพัฒนาด้านแนวคิดของ โครงการทั้งจากภาครัฐ/ภาคเอกชนจนเสร็จสมบูรณ์ (๒) เป็นเวทีการหารือกรอบการจัดทำและการเขียนรายละเอียดใน Template อย่างสมบูรณ์ โดยให้แต่ละประเทศจัดการประชุมหารือในรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านแผนงานและแผนงบประมาณก่อนการสัมมนาระดับอนุภูมิภาค

๑.๒.๔    การปรับกลไกดำเนินงานแผนงาน IMT-GT เพื่อให้เป็นกลไกใหม่ในการดำเนินการขับเคลื่อนImplementation Blueprint ให้ฝ่ายเลขานุการระดับชาติของแต่ละประเทศโดยการสนับสนุนจากธนาคารพัฒนา เอเชีย จัดประชุมหารือภายในเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการโดยเฉพาะโครงสร้างและ บทบาทของคณะทำงานสาขา โดยพิจารณาจากข้อเสนอการปรับกระบวนการดำเนินงานแผนงาน (Business Process Review) โดยจะมีการพิจารณาร่วมกันสามประเทศให้แล้วเสร็จในช่วงการประชุมระดับ รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ ๑๘ ที่อินโดนีเซียต่อไป

๑.๒.๕    โครงการเร่งด่วนเพื่อความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค (Priority Connectivity Project: PCPs) ให้นำไปรวมเข้าใน Implementation Blueprint โดยพิจารณาจากความเป็นไปได้ในการดำเนินการในช่วงปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ ทั้งนี้ให้แต่ละประเทศหารือเป็นการภายในเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนนำไปรวมใน ด้านผู้ประสานงานโครงการ ความชัดเจนของงบประมาณโครงการ และความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาระดับชาติ ทั้งนี้ ไทยได้เสนอโครงการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าภาคใต้-ทุ่งสง เป็นโครงการ PCP แทนโครงการพัฒนาท่าเรือในภาคใต้ สภาธุรกิจ IMT-GT เสนอโครงการ PCP ในการก่อสร้างถนนเพิ่มเติมบริเวณจุดเชื่อมโยงที่ด่านบูกิตกายูฮิตัม โดยจะเสนอในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ ๑๘ และเสนอโครงการก่อสร้างถนนระหว่างบันดาอาเจห์-กัวลาซิมปัง

๑.๒.๖   การประชุมและงานนิทรรศการด้านธุรกิจการเกษตรมูลค่าสูงในพื้นที่ BIMP EAGA และ IMT-GT (BIMP EAGA and IMT-GT High Value Agriculture Business Conference and Expo) มีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ ๑-๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ ณ รัฐมะละกา มาเลเซีย โดยมาเลเซียได้ขอให้แต่ละประเทศส่งผู้แทนธุรกิจด้านการเกษตรชั้นนำของประเทศ ร่วมเป็นองค์ปาฐก ส่งธุรกิจ การเกษตรชั้นนำ/ขนาดกลางและ ขนาดย่อมเข้าร่วมการจับคู่ทางธุรกิจ ส่งผู้ทำการค้าต่างประเทศเข้าร่วมงาน trade expo / food fair และส่งคณะนาฏศิลป์เพื่อร่วมเผยแพร่วัฒนธรรมประจำชาติ ทั้งนี้ ที่ประชุมขอให้มาเลเซียแจ้งอัตราค่าเช่าบูท ออกหนังสือเชิญร่วมงาน และเชิญผู้เชี่ยวชาญจากนอกพื้นที่ BIMP EAGA และ IMT-GT เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ด้วย โดยมีสำนักงานเลขาธิการอาเซียนเป็นผู้สนับสนุนการจัดงาน

๑.๒.๗   กรอบความร่วมมือด้านศุลกากร การตรวจคนเข้าเมืองและการตรวจโรคพืชและสัตว์ (Custom-Immigration-Quarantine: CIQ) ที่ประชุมได้พิจารณาร่างที่คณะทำงานเฉพาะกิจยกร่างขึ้นแล้วเห็นว่าในขณะนี้ ควรมุ่งเน้นที่การจัดอำนวยความสะดวกด้าน CIQ มากกว่าการปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน (Harmonization) โดยให้คณะทำงานเฉพาะกิจด้าน CIQ พิจารณาแก้ไขร่างให้แล้วเสร็จก่อนเสนอที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส พิจารณาต่อไป

๑.๒.๘   การศึกษาผลกระทบของความร่วมมือตามกรอบ IMT-GT จากฐานข้อมูลการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว (The IMT-GT Trade, Investment and Tourism Database: ITITD) โดย ADB ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะทำงานด้านการค้าและการลงทุนให้ยกร่างขอบเขตการ ศึกษาผลกระทบด้านการพัฒนาในพื้นที่ IMT-GT โดยใช้ฐานข้อมูลสองระยะ (ระยะที่ ๑ ฐานข้อมูลระดับชาติและระยะที่ ๒ ฐานข้อมูลระดับพื้นที่อนุภูมิภาค) ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการและมอบหมาย ADB จัดทำขอบเขตการศึกษาให้แล้วเสร็จและเสนอต่อที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ผ่านคณะทำงานสาขาการค้าและการลงทุนต่อไป

๑.๒.๙   กรอบความร่วมมือระหว่าง IMT-GT และญี่ปุ่น ที่ประชุมรับทราบร่างกรอบความร่วมมือที่ CIMT ยกร่างขึ้น โดยขอให้คำนึงถึงความคาดหวังของญี่ปุ่นในการเข้าให้ความร่วมมือด้วย โดยขอให้ CIMT เข้าหารือกับญี่ปุ่นเพื่อให้ได้ความกระจ่างชัดและเสนอต่อทีประชุมระดับเจ้า หน้าที่อาวุโสต่อไป

๑.๒.๑๐  การเตรียมการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ ๑๘ ที่ เมดาน อินโดนีเซีย ที่ประชุมเห็นชอบกำหนดการจัดประชุมระหว่างวันที่ ๖-๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยอินโดนีเซียจะยืนยันด้านกำหนดการและสถานที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งภายในวัน ที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ โดยอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพการประชุมรับไปปรับร่างวาระ

              การประชุมที่ CIMT ยกร่าง ทั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมได้เห็นชอบให้เลื่อนการประชุมระดับผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ ๖ ไปจัดในช่วงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕ ที่กัมพูชา จึงเห็นควรให้มีการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งพิเศษ อีกครั้งหนึ่งก่อนการจัดประชุมระดับผู้นำ เพื่อให้สามารถหารือด้าน Implementation Blueprint ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ และโดยที่ CIMT ไม่สามารถสนับสนุนได้อย่างเต็มที่ จึงมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการระดับชาติของประเทศเจ้าภาพรับผิดชอบภารกิจการ ประสานงานต่างๆแทน CIMT ด้วย

 ๒.   เรื่องเพื่อพิจารณา :

      ๒.๑   แนวทางการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-มาเลเซีย จังหวัดนราธิวาส 

              ๒.๑.๑    สาระสำคัญ 

              จังหวัดนราธิวาส เป็นผู้ยกร่างแนวคิดของโครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ไทย-มาเลเซีย จังหวัดนราธิวาสโดยพิจารณาจากโอกาสการพัฒนาภายใต้แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ สามฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT-GT)  ซึ่งให้ความสำคัญกับการกำหนดบทบาทหน้าที่ระหว่างประเทศสมาชิก ตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในอนุภูมิภาค การจัดสรรทรัพยากรและปัจจัยการผลิตร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ภาคเอกชนมีบทบาทนำในการเสนอต่อภาครัฐ เพื่อการอำนวยความสะดวกทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อกระตุ้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค  มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นานาชาติ เพื่อเพิ่มการค้าการลงทุน เพิ่มการจ้างงานในท้องถิ่น และสามารถให้แรงงานเข้าไปทำงานในมาเลเซียได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่ง ขึ้น  

              จังหวัดนราธิวาส จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองชายแดนนราธิวาส  โดย มุ่งเน้นพัฒนาพื้นที่เพื่อการลงทุนร่วมระหว่างประเทศ  ในลักษณะเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนให้เป็นฐานเศรษฐกิจและประตูการค้าที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยว  เพื่อสนับสนุนเสริมสร้างศักยภาพของการทำธุรกิจการค้า การลงทุน การผลิต และการท่องเที่ยวของภาคเอกชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนจัดเตรียมความพร้อมของเมืองเพื่อรองรับการพัฒนาในลักษณะพื้นที่ เศรษฐกิจพิเศษชายแดนในระยะต่อไป

              ๒.๑.๒    ข้อเสนอแนวคิดการพัฒนาของจังหวัดนราธิวาส

              การกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองชายแดนนราธิวาส ให้เป็นประตูส่งออกสินค้าเน้นการขนส่งแบบ Logistics ตลอดจนเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค โดยพิจารณาจากยุทธศาสตร์จังหวัดนราธิวาส “เศรษฐกิจก้าวหน้า นราน่าอยู่ สู่สันติสุข” และศักยภาพเมืองทั้งด้านความพร้อมในการพัฒนากิจกรรมเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การค้า การลงทุน ความพร้อมของแหล่งวัตถุดิบและแรงงาน การเกษตร การท่องเที่ยว และความได้เปรียบด้านที่ตั้งของเมืองที่อยู่ในแนวบริเวณแนวพื้นที่ชายฝั่ง ทะเลด้านตะวันออก (East Coast Economic Region: ECER) ของมาเลเซีย ซึ่งสามารถแบ่งการพัฒนาเมืองชายแดนออกเป็น ๓ กลุ่ม ดังนี้ 

                                Ø   เมืองชายแดนที่มีศักยภาพ : เมืองชายแดนนราธิวาสที่มีศักยภาพในการพัฒนา กิจกรรมทาง  เศรษฐกิจมี ๓ เมือง ได้แก่ เมืองตากใบ เมืองสุไหงโก-ลก เมืองบูเก๊ะตา และเมืองสนับสนุนหลัก คือ เมืองยี่งอ ซึ่งมีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเติบโตของเมืองอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพความได้เปรียบด้านที่ตั้งที่อยู่ในแนวเชื่อมโยงหลักกับประเทศ เพื่อนบ้าน  ซึ่งจะเป็นประตูการค้าที่สำคัญในการเพิ่มโอกาสการพัฒนาพื้นที่เพื่อการลงทุน ร่วมระหว่างประเทศในลักษณะเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-มาเลเซีย

                               Ø   เมืองสนับสนุนเมืองชายแดน : เมืองยี่งอ จังหวัดนราธิวาสเป็นหนึ่งในพื้นที่พิเศษของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเป็นพื้นที่ที่มีโครงการพระราชดำริอยู่หลาย โครงการ เป็น แหล่งผลิตสินค้าทางการเกษตรและปศุสัตว์ในหลายด้าน และยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเพื่อไปสู่เมืองการค้าชายแดนที่ สำคัญ และเป็น ศูนย์กลางการคมนาคมและขนส่งของอนุภูมิภาค การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเน้นการพัฒนาทางด้านการเกษตรอย่างครบวงจร สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กำหนดไว้ในแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๕๒ – ๒๕๕๕ และตามยุทธศาสตร์ของจังหวัดนราธิวาส จึงควรจัดตั้ง ตลาดกลางการเกษตรประจำจังหวัดนราธิวาส ภายใต้แนวคิด “Trade Modern simply” เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสินค้าทางการเกษตรของพื้นที่ ให้สามารถส่งออกไปยังผู้ค้าและผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน

                                         Ø  เมืองฐานการผลิตในอนาคต : เมืองรือเสาะ กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับศูนย์ อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า กองกำลังผสมพลเรือน จังหวัดนราธิวาส อำเภอรือเสาะ เทศบาลตำบลรือเสาะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ บริษัท เอ็ม แคพ ไอราวัณ จำกัด ดำเนินโครงการ HAND IN HAND ด้วยการจัดตั้งโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปแห่งแรกขึ้น ที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส และได้ดำเนินการส่งเสริมอาชีพการตัดเย็บเสื้อผ้าแก่ประชาชนในพื้นตั้งแต่ เดือนตุลาคม ๒๕๕๒ เป็นต้นมา

             ๒.๑.๓      จังหวัดนราธิวาสได้กำหนดแนวคิดหลักในการพัฒนาเมืองชายแดนทั้ง ๓ แห่ง ดังนี้ 

เมืองตากใบ  ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Culture Barrier @ Takbai” เพื่อเป็นเมืองLogistic ที่มีการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมควบคู่ไปการพัฒนาเมืองทางด้านการขนส่ง

เมืองสุไหงโก-ลก ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Sporting Recreation @ Kolok” เพื่อ เป็นเมืองท่องเที่ยวชายแดน เน้นการท่องเที่ยวแบบสนุกสนานและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตด้วยการส่งเสริมการจัดหาทางเลือกการพักผ่อนหย่อน ใจที่หลากหลาย

เมืองบูเก๊ะตา  ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Eco-Roaming @ Bala” เพื่อ เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เนื่องจากในพื้นที่มีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลาที่มีสภาพเป็นป่าดงดิบ ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นจึงควรอนุรักษ์พื้นที่ป่าดังกล่าวให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องกำหนดกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่จะไป รบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด

              ๒.๑.๔    ข้อเสนอแผนงาน/โครงการพัฒนาเมืองชายแดนนราธิวาสในภาพรวม

                         Ø  จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนนราธิวาส เป็นการพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับและส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างประเทศ ในลักษณะเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่จังหวัด  นราธิวาส  ครอบคลุม ๓ เมืองชายแดนหลัก ได้แก่ ตากใบ สุไหงโก-ลก และบูเก๊ะตา นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาพื้นที่ฐานเศรษฐกิจที่สำคัญตามแนวเขต เศรษฐกิจสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย (Landbridge) โดยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนราธิวาสเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งที่สำคัญ กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งเป็นการเสริมฐานทางการค้า การลงทุน การเกษตร อุตสาหกรรม และท่องเที่ยวในอนาคต

                         Ø  โครงการพัฒนาเมืองชายแดนสุไหงโก-ลก จังหวัด นราธิวาสได้มีคำสั่งจังหวัด ที่ ๗๘๓ / ๒๕๕๓  ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๓ เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานโครงการพัฒนาเมืองชายแดนสุไหงโก-ลก ตามผังเมืองรวมเมืองสุไหงโก-ลก เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาทางด้านกายภาพในพื้นที่ศูนย์ราชการด่านสุไห งโก-ลกให้สัมพันธ์กับชุมชนเมืองที่อยู่โดยรอบในลักษณะของการออกแบบชุมชน เมือง (Urban Design) โดยจัดทำคำของบประมาณการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบของชุดโครงการร่วมกัน  

                         Ø  โครงการพัฒนาเมืองบูเก๊ะตา   

                            ๑)   โครงการพัฒนาด่านบูเก๊ะตาแบบเต็มรูปแบบในพื้นที่ส่วนขยาย 

                            ๒)   โครงการพัฒนาชุมชนบาโอ๊ะ (ชุมชนที่อยู่รอบด่านฯ)

๒.๒ ประเด็นการพิจารณา 

           ๒.๒.๑    การจัดลำดับพื้นที่ที่มีศักยภาพการพัฒนาของจังหวัดนราธิวาส 

           เนื่องจากในการจัดเตรียมรายละเอียดโครงการเพื่อบรรจุลงใน IMT-GT Implementation Blueprint ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ จะต้องมีความชัดเจนในด้านศักยภาพการดำเนินโครงการ การศึกษาความเหมาะสมของโครงการในทุกมิติ การเป็นที่ยอมรับของประชาชน ประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการ ความผูกพันที่จะได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณของประเทศ รวมทั้งเป็นการดำเนินการที่สอดรับและสนับสนุนซึ่งกันและกันในกรอบความร่วม มือระหว่างประเทศ ได้แก่ กรอบ IMT-GT และกรอบ JDS สศช.เห็นควรพิจารณาคัดเลือกและจัดลำดับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ไทย-มาเลเซีย จังหวัดนราธิวาส

            ๒.๒.๒    กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการพัฒนา 

            ผลการศึกษาของกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อปี ๒๕๕๓ เห็นว่ามีอุตสาหกรรมที่มีโอกาสการพัฒนา ได้แก่ (๑) อุตสาหกรรมยางพารา โดยมีความพร้อมด้านวัตถุดิบ เนื่องจากมีพื้นที่การปลูกใน จังหวัดนราธิวาสประมาณ ๙๕๔,๐๐๐ ไร่ และประชาชนกว่าครึ่งสนับสนุน (๒)อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ผล โดยมีพื้นทีเพาะปลูก ๑๗๔,๐๐๐ ไร่ และมีการส่งออกอยู่มากทางท่าตาบา (๓) อุตสาหกรรมแปรรูปปศุสัตว์ โดยมีครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์กว่า ๒๐,๐๐๐ ครัวเรือน (๔) อุตสาหกรรมฮาลาล โดยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบและสามารถเชื่อมโยงกระบวนการผลิตกับจังหวัดปัตตานี (๕) อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายมุสลิม เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตและอยู่ใกล้ตลาด

               ๒.๒.๓    มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม

                 ผลการศึกษาของกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อปี ๒๕๕๓ เห็นว่าควรพัฒนาในลักษณะพื้นที่ปลอดภาษีอากร (Free Trade Zone: FTZ) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่อำเภอสุไหงโกลก และด่านสุไหงโกลก เป็น FTZ พัฒนาพื้นที่อำเภอแว้ง และด่านบูเก๊ะตาเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (Industrial Export Processing Zone: IEPZ) และพัฒนาพื้นที่อำเภอตากใบและท่าเรือตาบา เป็น Export Processing Zone Plus หรือพื้นที่สำหรับกิจกรรมที่นอกเหนือจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใน เขตเศรษฐกิจชายแดน เช่น ศูนย์แสดงสินค้า จัดนิทรรศการและฝึกอบรม สัมมนาและการท่องเที่ยว ประการสำคัญควรส่งเสริมมาตรการด้านแรงจูงใจให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนใน พื้นที่ให้มากขึ้น

                ๒.๒.๔    แนวทางการบูรณาการแผนการพัฒนาร่วมกับมาเลเซีย 

                             โดยพิจารณาจากแผนงานการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก (East        Coast Economic  Region: ECER) ของมาเลเซีย   โดย มีความเชื่อมโยงกับไทยภายใต้กรอบคณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์ร่วม ในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย (Thailand-Malaysia Committee on Joint Development Strategy for Border Areas: JDS) รวมทั้งแผนงาน IMT-GT 

           วัตถุประสงค์

           ใช้การพัฒนาด้านปิโตรเลียมภายใต้ Petronas Nasional Bhd. เป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาในภูมิภาค รวมทั้งการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว และการเป็นศูนย์โลจิสติกส์ทางภาคตะวันออก

           ขอบเขตพื้นที่การพัฒนา

รัฐทางพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของมาเลเซีย ๓ รัฐ ได้แก่ กลันตัน ตรังกานู ปาหัง และพื้นที่เมืองเมอร์ซิง ในรัฐยะโฮร์ และเป็นไปตามแผนพัฒนาฉบับที่ ๙ ของมาเลเซีย (ปี ๒๕๔๙-๒๕๕๓) โดยรัฐในกลุ่มนี้มีสภาพเดิมค่อนข้างยากจนที่สุด โดยมีสัดส่วนใน GDP ของประเทศเพียงร้อยละ ๑๒ เป็นระดับต่ำสุด อย่างไรก็ดี ขณะนี้ได้สำรวจพบทรัพยากรน้ำมันนอกชายฝั่งทะเลรัฐกลันตันจำนวนมาก โดยสามารถพัฒนาเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมี เช่นเดียวกับฐานการผลิตปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่เมืองเกอเตร์ในรัฐตรังกานู โดยจะพัฒนาจากแหล่งร่วมมาเลเซีย-ไทย-เวียดนาม ทั้งนี้ตามกรอบ JDS พื้นที่ ECER มีความเชื่อมโยงกับไทยในบริเวณจังหวัดนราธิวาสกับรัฐกลันตัน ประกาศดำเนินการในเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

           วิสัยทัศน์

เป็นแผนนำในการพัฒนาสู่ปี ๒๐๒๐ โดยมีทิศทางที่จะพัฒนาพื้นที่ด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดปัญหาความยากจนและ การกระจายรายได้ โดยใช้อุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี เป็นหลัก รวมทั้งการพัฒนาการท่องเที่ยว

            พันธะกิจ

          (๑)  เพิ่มรายได้ภาคเกษตรในพื้นที่มุ่งเน้น

          (๒)  สร้างความสามารถในการเข้าถึงโอกาสในกลุ่มนอกภาคเกษตรผ่านโครงการเมืองเกษตร

          (๓)  เสริมสร้างความเข้มแข็งผู้ประกอบการขนาดเล็กในท้องถิ่น

          (๔)  ลดการว่างงานในกลุ่มเยาวชนโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ขาดโอกาส การศึกษา       

          (๕)  สร้างรายได้เพิ่มให้แก่กลุ่มสตรีที่เป็นผู้นำครอบครัว

           ผู้ดำเนินการ

ดำเนินงานโดย Sime Darby Bhd. และ Southern Corridor Bhd. คาดว่าจะมีการจัดตั้งโครงสร้างการบริหารงานแบบเดียวกับโครงการพัฒนา Iskandar ในพื้นที่ยะโฮร์ใต้

          งบประมาณดำเนินการ

งบประมาณดำเนินการ ๒๒.๓ พันล้านริงกิต โดยเป็นงบประมาณจัดสรรโดยรัฐบาลมาเลเซียตามแผนพัฒนาฉบับที่ ๙ ที่เห็นได้ว่ามากกว่างบประมาณที่จัดสรรในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ ๘ ถึงร้อยละ ๕๖ ทั้งนี้เป็นการลงทุนโดย Petronas Nasional Bhd. ในด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติประมาณ ๔๐ พันล้านริงกิต โดยมีระยะเวลาดำเนินการถึงปี ๒๕๖๓          

           เป้าหมาย

ลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา โดยเฉพาะในรัฐกลันตันและตรังกานู ซึ่งมีสภาพล้าหลังกว่ารัฐอื่นในมาเลเซียอย่างมาก

          แผนการพัฒนาสำคัญ

        (๑)    การพัฒนาความเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ แนวพื้นที่ชายฝั่ง เช่น เมืองตุมปัต (ตรงข้ามอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส) กัวลาปาหัง ศูนย์กลางการท่องเที่ยวชายแดน เช่น เมืองเปิงกาลันกุโบร์ (ตรงข้ามท่าเรือเฟอร์รี่ตาบา) เมืองรันเตาปันยัง (ตรงข้ามอำเภอสุไหงโกลก) เมืองบูกิตบุหงา (ตรงข้ามบ้านบูเก๊ะตา ปัจจุบันมีสะพานข้ามแม่น้ำโกลกแห่งใหม่สร้างแล้วเสร็จ) แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เช่น อุทยานแห่งชาติของแต่ละรัฐ การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ปางช้างที่กัวลากันดา แหล่งเพาะพันธุ์เต่าที่รันเตา อาบัง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บริเวณเกาะของรัฐตรังกานู แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและเมืองโบราณ ที่เมืองโกตาบารู ศูนย์กลางของรัฐกลันตัน

        (๒)    การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี บริเวณเมืองเกอร์เต และเมืองเกบัง สนับสนุนด้วยการพัฒนาโครงข่ายทางรถไฟชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ทางด่วนพิเศษและทางด่วนชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก การพัฒนาขยายประสิทธิภาพท่าเรือกวนตัน เคมามัน และเกอร์เต การพัฒนาสนับสนุนด้วยศูนย์โลจิสติกส์และกระจายสินค้า การวิจัยพัฒนา ศึกษาอบรม และการสร้างแบรนด์สินค้าและส่งเสริมด้านการตลาด

       (๓)    การพัฒนาศูนย์อุตสาหกรรมแปรรูปหลัก ได้แก่ แนวพื้นที่ Eastern Region Primary Manufacturing Corridor เชื่อมโยงระหว่างเมืองเกอร์เต-ท่าเรือกวนตัน-กวนตัน-แกมบัง-เปกัน โดยพัฒนาเขตการค้าเสรีที่ท่าเรือกวนตัน และท่าเรือเคมามัน คลัสเตอร์อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่เมืองท่าเรือกวนตัน ศูนย์การค้าและการกระจายสินค้าประเภทยานยนต์ ณ เมืองท่าเรือกวนตัน อู่ต่อเรือและซ่อมเรือที่เมืองชูไค อุตสาหกรรมหนักที่เมืองเตลุก คาลอง และชูไค สวนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เมืองเปรามู และสวนอุตสาหกรรมฮาลาลที่เมืองแกมบัง

        (๔)    การพัฒนาศูนย์อุตสาหกรรมแปรรูประดับรอง ได้แก่ แนวพื้นที่ Secondary  Manufacturing Zone (ตาเมอร์ลอห์-เมนตากับ-เบนตง-กัวลาตรังกานู-โกตาบารู) ประกอบ ด้วยสวนอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางที่เมืองตาเมอร์ลอห์ สวนอุตสาหกรรมผสมผสานที่เมืองเบนตอง หมู่บ้านหัตถกรรมที่เมืองกัวลาตรังกานู เขตเสรีที่ท่าอากาศยานกัวลาตรังกานู และเมืองเปิงกาลันกุโบร์ สวนอุตสาหกรรมฮาลาลที่เมืองปาเสมัส

         (๕)    การแปรรูปอื่นๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปจากน้ำยางข้นที่เมืองมาจัง การทำสวนไม้ยางในทุกรัฐของ ECER การแปรรูปอาหารระดับ SME ที่เมืองตอกบาลิ บาจอก เชนเดอริงชูไค กวนตัน และสวนอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ยาง ที่เมืองกัวลาไกร บันดา อัล-มุกตาฟิ บิลลา-ชาห์      

         ประมาณการลงทุน

อุตสาหกรรมงานหัตถกรรม เช่น ผ้าบาติก งานแกะสลักไม้ เครื่องเงิน อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล การต่อเรือและซ่อมเรือ อุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องจักรกลด้านการขนส่ง คลัสเตอร์ไม้ยางพารา คลัสเตอร์ปาล์มน้ำมัน นิคมอุตสาหกรรม เขตปลอดอากร (Free Zone) มี

โครงการพัฒนาทั้งสิ้น ๒๒๗ โครงการ เป็นการลงทุนในรัฐกลันตันในวงงบประมาณ ๑๑๒ พันล้านริงกิต โดยที่สำคัญได้แก่ การพัฒนาโครงการปิโตรเคมี (Ethylene-Based Petrochemical Plant ที่เมืองเกอร์เต Propelyne-Based Petrochemical Plant ที่เมืองเกบัง และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่อเนื่อง: Plastic Park ที่เมืองเกอร์เต) น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่รัฐกลันตัน พัฒนาขยายศักยภาพการต่อเรือที่รัฐตรังกานู พัฒนาท่าเรือกวนตัน รวมทั้งการก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ที่รัฐปาหัง โดยจะมีโครงการเพิ่มเติมที่เสนอโดยรัฐต่างๆ โดย Petronas Nasional Bhd. ช่วยพิจารณาความเหมาะสม

       ๓.๕      การจัดลำดับกิจกรรมเพื่อแบ่งระยะการพัฒนาใน Implementation Blueprint ปี   

                  ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙ มีข้อพิจารณา ดังนี้

                  (๑)     การเริ่มของกระบวนการเกี่ยวกับการศึกษาความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งอาจแบ่งเป็น Phasing ของการพัฒนาในพื้นที่ต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มพร้อมกัน เพื่อความสะดวกในการจัดสรรงบประมาณ

                  (๒)     ระยะเวลาที่คาดว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องจะแล้วเสร็จ ได้แก่ กระบวนการมีส่วนร่วม กระบวนการจัดแก้ไขกฎระเบียบในการส่งเสริมการลงทุน ความจำเป็นคณะกรรมการบริการเขตเศรษฐกิจพิเศษ การระดมทุนจากภายใน/นอกประเทศและรูปแบบการลงทุน (PPP / ภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นนำ)

                  (๓)     การคัดเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมในการดำเนินการระยะ ๕ ปีเสนอใน IMT-GT Implementation Blueprint ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ และนำเสนอกระบวนการทั้งหมดเพื่อหารือระยะยาวกับมาเลเซีย เช่น แผนระยะ ๑๐-๒๐ ปี ในกรอบ JDS

๓.     มติที่ประชุม

       ๓.๑     เรื่องการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษของจังหวัดนราธิวาสยังติดปัญหาการใช้ พื้นที่เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าสงวน เห็นควรให้จังหวัดพิจารณาทบทวนการใช้พื้นที่แห่งใหม่ที่มีความเหมาะสม และศึกษาความเป็นไปได้ของพื้นที่ใหม่ ให้รองรับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยให้เน้นความสำคัญเรื่องการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมกับประเทศเพื่อน บ้าน และการจัดทำผังเมืองระยะยาวเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของเขตอุตสาหกรรม โดยให้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกับกนอ.เป็นหน่วยสนับสนุน

       ๓.๒     สศช.จะพิจารณาเรื่องการขับเคลื่อนแผนการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ภายในประเทศ และระหว่างประเทศ ได้แก่ GMS, IMT-GT และแผน ECER ของมาเลเซีย

       ๓.๓     ภาครัฐควรสร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีของความปลอดภัยในการลงทุนในอนุภูมิภาค ภาคใต้ เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอันดับแรก โดยให้ กนอ.เร่งหามาตรการจูงใจเป็นพิเศษสำหรับนักลงทุนที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยจากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ให้หมด ไป

       ๓.๔     กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ในพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมร่วมพัฒนาไปพร้อมกัน

 

       ๓.๕     เห็นควรพิจารณาแก้กฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคอย่างเหมาะสม เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดมีความก้าวหน้าและบรรลุผล สัมฤทธิ์

       ๓.๖     สศช. รับข้อเสนอของจังหวัดนราธิวาส และจะเร่งผลักดันแผนงาน/โครงการ และงบประมาณดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยจะพิจารณาตามลำดับความสำคัญของโครงการ (Priority Pirot Project) มิเช่นนั้น หากนานไปอาจก่อให้เกิดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยไปทำงานที่มาเลเซีย      แผนงาน/โครงการสำคัญลำดับแรกในขณะนี้ที่ควรผลักดัน คือ การพัฒนาเมืองชายแดน ๓ แห่ง ได้แก่ เมืองตากใบ เมืองสุไหงโกลก และเมืองบูเก๊ะตา

      ๓.๗     การพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมและขนส่ง เห็นควรให้ความสำคัญเรื่องการจัดทำผังเมืองรองรับการ เจริญเติบโตของเศรษฐกิจ การขยายของชุมชนเมือง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตด้วย

      ๓.๘     เห็นควรให้สถาบันการศึกษาในพื้นที่ จัดทำหลักสูตรการเรียน การสอน ภาษาต่างประเทศ ตลอดจนองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านไทย-มาเลเซีย โดยใช้อัตลักษณ์ทางมนุษยวิทยาชาติพันธุ์มลายูร่วมกันระหว่างไทย-มาเลเซีย เป็นอัตลักษณ์ร่วมของทั้งสองประเทศ และพัฒนาด้านสังคม และวัฒนธรรมควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

ส่วนพัฒนาความร่วมมือภาคเอกชนและกิจการพิเศษ สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

จำนวนผู้เข้าชม

ลิขสิทธิ์ © 2554 ส่วนพัฒนาความร่วมมือภาคเอกชนและกิจการพิเศษ สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด
สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โทรศัพท์ 0-2224-1843 โทรสาร 0-2222-4159

© 2554 สงวนลิขสิทธิ์ พัฒนาโดย N Square Media And Creation Co., Ltd.