หน้าหลักข้อมูลองค์กรแผนงานโครงการแสดงความคิดเห็นแผนผังเว็บไซต์ติดต่อเรา

คณะกรรมการ กรอ.จังหวัด/กลุ่มจังหวัด

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.)

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ

GMS

ACMECS

IMT-GT

ROC

AEC

กระทรวงมหาดไทย

เว็บไซต์จังหวัด

ส่วนราชการไทย

สื่อสารมวลชน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

บทความ

ภาพกิจกรรม

องค์กรภาคเอกชน

หอการค้าไทย

สมาคมธนาคารไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ส่วนหัวปฏิทิน

 

ส่วนหัวนาฬิกา

ส่วนหัวพยากรณ์อากาศ

ส่วนหัวราคาน้ำมัน ปตท.

ส่วนหัวอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

GMS
สรุปผลการประชุมเชิงวิชาการเพื่อการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North - South Economic Corridor Symposium : NSEC Symposium)
สรุปผลการประชุมเชิงวิชาการเพื่อการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North - South Economic Corridor Symposium : NSEC Symposium)

เวทีหารือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS : Economic corridors Forum : ECF) เริ่มครั้งแรกเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการ พัฒนาแนวเส้นทางขนส่งที่มีความสำคัญในอนุภูมิภาคให้เป็นแนวพื้นที่เศรษฐกิจ และได้จัดให้มีการประชุมเป็นครั้งแรกในวันเดียวกันที่ นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

 

๑.     บทนำ 

          ๑.๑     เวทีหารือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS : Economic

                   corridors Forum : ECF) เริ่มครั้งแรกเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการ พัฒนาแนวเส้นทางขนส่งที่มีความสำคัญในอนุภูมิภาคให้เป็นแนวพื้นที่เศรษฐกิจ และได้จัดให้มีการประชุมเป็นครั้งแรกในวันเดียวกันที่ นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยที่ประชุมได้กำหนดภารกิจ ดังนี้

                  (๑)   เพื่อยกระดับความสำคัญและสร้างความตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการพัฒนาแนว พื้นที่ศรษฐกิจตามแผนงาน GMS

                  (๒)   เพื่อกระชับความร่วมมือ การประสานงาน รวมทั้งการสร้างเครือข่ายระหว่างเวทีหารือ GMS  และคณะทำงาน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

                  (๓)   เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามแนวคิดริเริ่มเพื่อพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตามแผนงาน GMS

                  (๔)   เพื่อให้จังหวัดและหน่วยงานในท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน และกระชับความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตาม แผนงาน GMS

          ๑.๒    การประชุมเวทีหารือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจ ครั้งที่ ๒ (ECF-๒) จัดขึ้นที่ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๒ โดยมีผู้แทนระดับสูงจากส่วนกลาง และท้องถิ่นของ ๖ ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ภาคเอกชน องค์กร และประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือการพัฒนาเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ ในวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ ได้มีการประชุม Governors’ Forum (GF) เป็น    ครั้งแรก ซึ่งเป็นกลไกการหารือระดับผู้ว่าราชการจังหวัดภายใต้เวที ECF เพื่อให้จังหวัดและ หน่วยงานในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตามแผนงาน GMS อย่างเต็มรูปแบบ

          ๑.๓     เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะจากการประชุมเวทีหารือ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแนวพื้นที่ เศรษฐกิจ ครั้งที่ ๒ (ECF ๒) จึงจัดให้มีการประชุมหารือการประชุมาเชิงวิชาการเฉพาะแนวพื้นที่โดยคำนึงถึงสถานการณ์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นและภาคเอกชนได้หารือแลกเปลี่ยนกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น การประชุมเชิงวิชาการเพื่อการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้จึงได้จัดขึ้นที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ ๙-๑๐ มีนาคม ๒๕๕๔ ส่วนการประชุมเพื่อการ พัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกได้จัดขึ้นที่เมืองด่งฮาซิตี้ จังหวัดกวางตริ ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า คาดว่าก่อนหน้าการประชุมเวทีหารือเพื่อ ขับเคลื่อนการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจ ครั้งที่ ๓ (ECF-๓) คงจะได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ว่าราชการจังหวัดเกี่ยวกับการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจในท้องที่ต่าง ๆ ครบถ้วนเพราะฉะนั้น อาจไม่มี ความจำเป็นต้องจัดการประชุม Governor’s Forum (GF) แยกต่างหาก ก่อนหน้าการประชุม ECF-๓ 

๒.     การประชุม North - Southern Economic Corridor Symposium: NSEC Symposium ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ณ นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในครั้งนี้ มีแนวคิดหลัก ได้แก่ “Realizing the Potential of the North-South Economic Corridor for Mutual Benefit”

          ๒.๑    วัตถุประสงค์

                    (๑)   เพื่อทบทวนและประเมินผลความก้าวหน้าในการอำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่งการพัฒนาโลจิสติกส์ และการขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนตามแนวพื้นที่ ย่อยใน  NSEC           

                    (๒)    เพื่อพิจารณาประเด็นปัญหาและข้อจำกัดที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาแนวพื้นที่ย่อยและแนะนำ มาตรการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามลำดับความสำคัญเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวให้ลุล่วง

                    (๓)    เพื่อสนับสนุนหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนให้มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการพัฒนาแนวพื้นที่ย่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการแก้ไขประเด็นข้ามพรมแดน

                    (๔)    เพื่อเสริมสร้างเวทีการหารือ การประสานงานและการสร้างเครือข่ายระหว่างหน่วยราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นและระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาแนวพื้นที่ย่อยใน NSEC

           ๒.๒    ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย (๑)  ผู้ว่าราชการจังหวัด/เจ้าหน้าที่อาวุโส และผู้แทนสมาคมธุรกิจเอกชน จากจังหวัดต่าง ๆ ตามแนวพื้นที่ย่อยของประเทศในกลุ่ม NSEC ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) สหภาพพม่า ไทย และเวียดนาม (๒) ผู้แทนหน่วยราชการส่วนกลางของประเทศดังกล่าว ได้แก่ National GMS Secretariat และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการค้า การะทรวงการวางแผน หรือกระทรวงการต่างประเทศ (๓) สภาธุรกิจ ๖ ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Business Forum) และผู้แทนภาคเอกชนอื่น ๆ (๔) หุ้นส่วนการพัฒนาและสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง

           ๒.๓     รายชื่อจังหวัดตามแนวพื้นที่ย่อยของแต่ละประเทศในกลุ่ม NSEC มีดังนี้

                   (๑)    แนวพื้นที่ย่อยภาคตะวันตก  :  เส้นทางคุนหมิง – เชียงราย – กรุงเทพ ฯ

                            สาธารณรัฐประชาชนจีน     :  ยูนนาน (คุนหมิง ยู่ซี สิบสองปันนา)

                            สปป.ลาว                      :  หลวงน้ำทา บ่อแก้ว อุดมไชย

                            สหภาพพม่า                   :  รัฐฉาน

                             ไทย                            :  เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ ลำปาง ลำพูน ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร 

                                                                  นครสวรรค์  พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี กรุงเทพ ฯ

                  (๒)    แนวพื้นที่ย่อยภาคกลาง       : เส้นทางคุนหมิง – ฮานอย – ไฮฟง

                          แนวพื้นที่ย่อยภาคตะวันออก  : เส้นทางหนานหนิง – ฮานอย

                          สาธารณรัฐประชาชนจีน     :  ยูนนาน (คุนหมิง หงเหอ อาข่า อี๋) - กว่างซี (หนานหนิง ฉงชิ่ง)

                           เวียดนาม                      :   ลาวก่าย – เยนไบ – ฝูเถาะ – ฮานอย – ไฮฟง – วินห์ฟุก – หลั๋งเซิน – บั๊กซาง – กวางนิง – ฮึงเยน –                                                                 ไฮเซือง - บั๊กนิง

                 (๓)    สถานที่จัดประชุม : นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน  

๓.     ผลการประชุม

         ๓.๑     วิสัยทัศน์ เป้าหมาย และลำดับความสำคัญทางยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ระยะยาวของ NSEC คือ การ เป็นแนวพื้นที่เศรษฐกิจที่ไม่อยู่นิ่ง มีความก้าวหน้าและผสมผสานเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม จากตอนเหนือสู่ตอนใต้ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ดึงดูดนักลงทุนทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ทำหน้าที่เป็นประตูการค้าที่สำคัญ ระหว่างจีนกับอาเซียน และมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการบรรเทาปัญหาความยากจนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หัวใจของ NSEC อยู่ที่การขนส่งหลายรูปแบบและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง อันจะช่วยให้การเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และผู้คน ตามแนวพื้นที่เป็นไปอย่างไร้พรมแดน การพัฒนา NSEC ในมโนภาพ คือ การพัฒนาที่มีดุลยภาพและยั่งยืน โดยพื้นที่ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าน้อยกว่า สามารถตักตวงผลประโยชน์จากการพัฒนาได้ในสัดส่วนที่เหมาะสม  ผลประโยชน์และความเป็นอยู่ของประชากรกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ในข่ายเปราะบางได้รับการคุ้มครอง และข้อกังวลด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจ NSEC คือความท้าทายของ ASEAN ที่จะถือโอกาสนี้เชื่อมโยงการพัฒนาในภูมิภาคร่วมกันอย่างมีดุลยภาพ

         ๓.๒     เป้าหมาย ของการพัฒนา NSEC คือการลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ เพิ่มโอกาสในการจ้างงาน เพิ่มพูนรายได้ของประชากร และพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนตามแนวพื้นที่และในบริเวณใกล้เคียงให้ดีขึ้น ดังนั้น ยุทธศาสตร์เร่งด่วนที่จะช่วยให้เป้าหมายเหล่านี้สัมฤทธิ์ผล ประกอบด้วย (๑) การทำให้มาตรการที่จะช่วยรับมือกับปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปอยู่ในกระแสหลักของแผนพัฒนา NSEC (๒) การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อบูรณภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแนวพื้นที่  (๓) การอำนวยความสะดวกให้แก่การขนส่งและการค้าข้ามพรมแดน  (๔) การส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือภาคส่วนต่าง ๆ (๕) การแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรบุคคลทั้งในภาครัฐและเอกชน  (๖) การจัดตั้งหรือส่งเสริมประสิทธิภาพของกลไกทางโครงสร้างที่จะช่วยสนับสนุนการวางแผน การประสานงานและการนำข้อริเริ่มและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ NSEC ไปปฏิบัติให้เกิดผล รวมทั้งการขยายความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนเ

         ๓.๓     แผนปฏิบัติการ ประเด็นที่มีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งกล่าวถึงไปแล้วข้างต้นนี้ ได้ถูกนำมาบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการสำหรับการพัฒนา NSEC ซึ่งครอบคลุมระยะเวลา ๕ ปี นับตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ ถึง ปี ๒๕๕๕ จุดประสงค์หลักของแผนปฏิบัติการนี้ คือ การวางแนวทางสำหรับการจัดทำโครงการต่าง ๆ และการนำเรื่องเร่งด่วนภายใต้แผนพัฒนา NSEC นั้น ไปปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผล รวมทั้งการติดตามและประเมินความคืบหน้าในการดำเนินงาน การระบุประเด็นหรือปัญหาที่จำเป็นต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษและต้องติดตามผลแผนปฏิบัติการนี้แสดงให้เห็นถึงโครงการและโครงงานที่จำเป็นสำหรับการนำเรื่องที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในลำดับต้น ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงาน รวมทั้งระบุข้อมูลเฉพาะสำหรับแต่ละโครงการ ดังนี้  (๑) ผลลัพธ์หรือผลผลิตที่คาดหวัง  (๒) ตัวชี้วัดความก้าวหน้าและผลการดำเนินงาน  (๓) หน่วยงานหรือองค์กรที่รับผิดชอบการปฏิบัติงาน  (๔) ระยะเวลาหรือวันที่กำหนดไว้สำหรบการดำเนินโครงการให้เสร็จสมบูรณ์  (๕) สถานะ

        ๓.๔     แผนปฏิบัติการนี้ ระบุทั้งมาตรการที่กำลังถูกนำไปปฏิบัติ หรือคาดว่าจะสามารถปฏิบัติได้ในระหว่าง ปี ๒๕๕๑ ถึง ๒๕๕๕ และมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เนื่องจากเส้นทางภายใต้แผนพัฒนา NSEC นั้นมีทั้งความคล้ายคลึงและข้อแตกต่าง แผนปฏิบัติการนี้จึงประกอบด้วยมาตรการที่สามารถนำไปใช้ได้กับเส้นทางทุกสาย รวมทั้งมาตรการเฉพาะเจาะจงสำหรับเส้นทางบางสายเท่านั้น องค์ประกอบของแผนพัฒนา NSEC ภายใต้โครงการความร่วมมือแห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีความสัมพันธ์กับแผนปฏิบัติการนี้ได้รับการบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการด้วย กรอบการดำเนินงานการนำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการสำหรับการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจนี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลจะต้องอาศัยมาตรการภายใต้โครงสร้างทางการจัดการซึ่งมีอยู่แล้ว และกลไกใหม่ ๆ ที่ต้องจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมโครงสร้างการจัดการในปัจจุบันด้วย กลไกใหม่ ๆ ดังกล่าวรวมถึงการประชุมเวทีขับเคลื่อนการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Corridors Forum : ECF) ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด (Governors Forum) ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเวทีขับเคลื่อนการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจ และกลไกอื่น ๆ ที่สภาธุรกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Business Forum) จะนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจ

        ๓.๕     แนวทางการพัฒนาภายใต้กรอบของ GMS ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงโครงข่าย Logistics การขนส่งข้ามแดน การปรับปรุงกระบวนการอำนวยความสะดวกทางการค้า ด้านการลงทุน การท่องเที่ยว โดยมีรายละเอียดความก้าวหน้าสรุปได้ ดังนี้

                  (๑)    การพัฒนาจุดเชื่อมต่อชายแดน พบว่ามีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน และพบว่ามีช่องว่างของการพัฒนาค่อนข้างสูง ซึ่งเกิดจากฐานะของแต่ละประเทศสมาชิก GMS มีฐานทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน อีกทั้งสมาชิกของ GMS เอง ก็มีปัญหาด้านการกระจายรายได้ รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่ค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพ ยังมีจุด Missing link ที่ยังไม่สามารถทำให้สินค้าเคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวกหลายข้อตกลง โดยเฉพาะข้อตกลงขนส่งข้ามแดน CBTA ซึ่งได้มีการลงนามไปแล้ว ยังไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้การขนส่งตามระเบียง North-South Economic Corridor (NSEC) ค่อนข้างขาดมีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่สูง ขณะที่การพัฒนาตามระเบียง East – West Economic Corridor (EWEC) ค่อนข้างขับเคลื่อนได้ดีกว่า

                  (๒)    เป็นแนวทางการพัฒนาเส้นทาง NSEC การพัฒนายุทธศาสตร์เหนือ-ใต้ โดยเชื่อมโยงกับประเทศจีนกับประเทศ GMS สำหรับจีนกำหนดยุทธศาสตร์ให้นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน และนครหนานหนิง มณฑลกว่างสี เป็นศูนย์กลางการพัฒนา แต่ปัจจุบันทางประเทศจีนได้ขยายไปสู่มณฑลอื่น ๆ และรัฐบาลปักกิ่งได้เข้ามาเป็นผู้กำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาโดยตรง โดยเป้าหมายของประเทศจีนต้องการใช้ GMS เป็น Springboard หรือก้าวกระโดดไปสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ข้อตกลงของที่ประชุม GMS ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเส้นทาง NSEC โดยได้กำหนดกรอบการพัฒนาเป็น ๓ เส้นทาง ดังนี้

                            -  Western Sub-Corridor “แนวพื้นที่ย่อยภาคตะวันตก” เป็นแนวการพัฒนาตามเส้นทางคุนมั่ง-กงลู่ หรือเส้นทาง R๓E (R๓A) เป็นเส้นทางหลักจากคุนหมิง-เชียงราย- กรุงเทพ ฯ ซึ่งพาดผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน จากคุนหมิง มณฑลยูน   นาน ผ่านเหมืองจิ่งหง เข้าเมืองชายแดนที่เมืองบ่อเต็น-ม่อฮ่น เข้าสู่ สปป.ลาว ทางแขวงหลวงน้ำทา แขวงบ่อแก้ว เมืองห้วยทราย ข้ามสะพานแม่น้ำโขง แห่งที่ ๔ มาสู่ประเทศ        ไทย ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกันเส้นทางย่อยตะวันตก ยังมีเส้นทางR๓W ซึ่งพาดผ่านประเทศพม่า โดยจากเมืองคุนหมิงมีถนนผ่านเมืองมั่วเจียง เมืองซือเหมา เข้าสู่เมิ่งลา เข้าสู่พม่าที่เมืองต้าล่อ ผ่านเมืองเชียงตุง เมืองท่าขี้เหล็ก และอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายของไทย

                            -  Central Sub-Corridor “แนวพื้นที่ย่อยภาคกลาง” เส้นทางคุนหมิง-ฮานอย-ไฮฟง เป็นเส้นทางที่มาจากคุนหมิง ออกมาทางตะวันออกผ่านเมืองไคหยวน และผ่านเมืองเหมิ่งจื้อ เมืองเหอโข่ว เข้าสู่เวียดนามที่เมืองลาวก๋าย ซึ่งจะมีเส้นทางไปสู่นครฮานอย (เมืองเหอโขว่ -ลาวก๋าย) จีนและเวียดนามมีข้อตกลงที่จะมีการนำร่องเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

                             -  Eastern Sub-Corridor “แนวพื้นที่ย่อยภาคตะวันออก” เส้นทางหนานหนิง-ฮานอย โดยเส้นทางจะใช้หมายเลข A ๑ ผ่านเมืองอูซู ป้านหลี ผ่านเมืองผิวเสียง เข้าสู่ด่าน โยยีกว่าน ผ่านเมืองหลั่งซอนของเวียดนาม เข้าเมืองบั๊กหมิง และเข้าสู่นครฮานอย ซึ่งเส้นทางนี้ยังประกอบด้วย เส้นทางที่มาจากนครหนานหนิง ลงมาทางตะวันออก ผ่านเมืองตาจื้อ เมืองฝางเฉิน เมืองตงชิว เข้าสู่เวียดนาม ที่ด่านม๊อกก๋าย ผ่านท่าเรือไฮฟง และนครฮานอย

                             -   แนวเส้นทาง NSEC ทั้ง ๓ เส้นทางหลัก ยังรวมถึงเส้นทางรถไฟทางคู่ ที่จีนกำลังจะพัฒนาจากคุนหมิงผ่านเมืองบ่อเต็น หลวงน้ำทา วังเวียง เมืองเวียงจันทน์ และข้ามสะพานแม่น้ำโขงแห่งใหม่ เข้าสู่เมืองหนองคาย นครราชสีมาและกรุงเทพ ฯ ซึ่งมีโครงการทางรถไฟไปสู่อำเภอปาดังเบซาร์ของไทย และเชื่อมต่อทางรถไฟของมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้การพัฒนาตามระเบียงเหนือ-ใต้ ของ GMS จะเป็นเส้นทางหลักในการเชื่อมโยงจีนไปสู่ประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งทำให้กรอบการพัฒนาของ GMS เริ่มที่จะขยายไปสู่ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ได้อย่างชัดเจนขึ้น กรณีของประเทศไทย เส้นทางหลักทั้ง ๓ สาย มีเพียงสาย Western Sub-Corridor เพียงสายเดียวที่ผ่านเชียงราย ขณะที่อีก ๒ เส้นทางผ่านไปทางเวียดนามโดยตรง ซึ่งยุทธศาสตร์ของประเทศจีน ได้ให้ความสำคัญกับประเทศเวียดนาม ในฐานะเป็นแหล่งระบายสินค้า และเป็นแหล่งการลงทุน รวมถึงการใช้ท่าเรือของประเทศเวียดนาม

                 (๓)    ปัญหาเส้นทางขนส่งภายใต้ NSEC

                          -  ปัญหาการพัฒนาจุดพรมแดนของแต่ละประเทศ มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ทั้งด้านพิธีการศุลกากร ที่มีระบบและระเบียบแตกต่างกัน ไม่เป็น Harmonized Customs ซึ่งที่ประชุมต้องการให้เป็น Harmonized Customs

                          -  เส้นทาง R๓ ในทางปฏิบัติมีปัญหาการผ่านพรมแดนค่อนข้างยาก ค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะประเทศพม่า และสปป.ลาว การติดต่อระบบราชการมีความยุ่งยากต้องใช้ เอกสารมาก แต่ละด่านใช้เวลาค่อนข้างมากมีค่าใช้จ่ายนอกระบบสูงและไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายนอกระบบได้ การขนส่งข้ามแดน Transshipment ไม่มีมาตรฐานในการทำงาน และไม่มีมาตรฐานในการเก็บค่าธรรมเนียม

                          -  การค้าขายชายแดนไทย – พม่า ท่าขี้เหล็ก – แม่สาย เป็นการค้าขายที่มีมูลค่าไม่สูงนักแต่พม่ายังต้องการนักลงทุนเข้าไปลงทุนในรัฐฉานของพม่าอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคและบริโภค

                          -  พม่ากับสปป.ลาว มีปัญหาในด้านอัตราแลกเปลี่ยน เป็นความยุ่งยากในการดำเนินธุรกิจด้านการค้า และการลงทุน และเส้นทาง Western R๓W ในประเทศพม่า ค่อนข้างเล็กและคดเคี้ยว ไม่มีความปลอดภัย รถขนส่งขนาดใหญ่ไม่สามารถวิ่งได้

                          -  ระบบการจราจรและป้ายสัญญาณจราจร ในแต่ละประเทศ ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน ขาดจุดพักรถและการตรวจรถก็ไม่มีมาตรฐาน เวลาการทำงานปิด-เปิดด่านไม่แน่นอน โดยเฉพาะในประเทศพม่า และสปป.ลาว ทำให้รถขนส่งต้องจอดรอคิว

                 (๔)    ปัญหาการขนส่งข้ามแดน CBTA ที่ผ่านมาถึงจะมีข้อตกลง แต่ในทางปฏิบัติสินค้าที่มีการ Transit หรือ Transshipment ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การขนส่งข้ามแดนไทย สปป.ลาว เวียดนาม จีน จะต้องมีการวางประกันเป็นเงินจำนวนมากอีกทั้งความไม่น่าเชื่อถือของผู้ให้บริการขนส่งและความรับผิดชอบกับความเสียหาย หรือสูญเสียของสินค้า และความล่าช้าของการส่งมอบ อีกทั้งอัตราขนส่งในปัจจุบันยังมีอัตราที่สูง เป็นส่วนที่สำคัญที่ทำให้การขนส่งข้ามแดนยังไม่ก้าวหน้า ที่ผ่านมาได้เคยมีความพยายามที่จะให้มีองค์กรกลางทำหน้าที่ออก License แต่เนื่องจากหน่วยงานที่รับไปดำเนินการไม่ได้อยู่ในอาชีพของการขนส่งทางถนน ทำให้ขาดประสบการณ์ที่จะขับเคลื่อน

        ๓.๖     ในการประชุมเตรียมการประชุมสุดยอดผู้นำ ครั้งที่ ๓ ที่กรุงเทพ ฯ ประกอบด้วยประเทศสมาชิก ๕ ประเทศ ยกเว้นจีน ผู้แทนฝ่ายไทยได้นำเสนอแนวคิดการจัดตั้ง GMS Transport Alliance เพื่อจัดตั้งความร่วมมือของผู้ประกอบการขนส่งทางถนนของประเทศ GMS เพื่อเป็นการนำร่องต่อการขนส่งข้ามแดน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบและได้นำเสนอในเวทีการประชุม GMS Summit เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๒ ที่นครพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ คณะกรรมการ GMS Business Forum ได้นำเสนอแนวคิดการจัดตั้ง สมาคมขนส่ง GMS หรือ FRETA ต่อที่ประชุม NSEC Symposium for Development เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ณ นครคุนหมิง โดยสาระสำคัญ FRETA จะเป็นหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานการออกใบรับรองและประกันการขนส่งข้ามแดน และมีการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยความสะดวกด้านขนส่งระดับชาติ (National Transport and Freight Forwarder Association) และขยายขอบเขตไปสู่การจัดตั้งสมาคมขนส่งและตัวแทนขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งสมาคม FRETA จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการ GMS-BF ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB

        ๓.๗     ประเด็นที่ยกขึ้นมาพูดในที่ประชุม

                 (๑)   ความล่าช้าในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ ๔ (ห้วยทราย-เชียงของ) ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนที่ประเทศไทยและจีนออกค่าใช้จ่ายฝ่ายละครึ่ง ในด้านฝั่งไทยได้เริ่มมีการก่อสร้างไปตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๕๓ ในส่วนของไทยค่อนข้างใกล้แล้วเสร็จ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของสะพานที่ไปในประเทศ สปป.ลาวยังไม่มีความก้าวหน้า เนื่องจากผู้รับเหมาก่อสร้างแจ้งว่า ทางประเทศจีนมีปัญหาในเรื่องการเบิกจ่าย ผู้รับเหมาแจ้งว่าจะยกเลิกงาน อาจจะทำให้การก่อสร้างล่าช้า ชึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี ๒๐๑๒ อาจต้องล่าช้าไปจนถึงปี ๒๐๑๔ หรือ ๒๐๑๕ ซึ่ง สปป.ลาว ได้แจ้งว่า ได้มีการติดตามไปยังทูตจีนหลายครั้ง แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ในการนี้ประเทศไทยเองได้เคยหารือกับกระทรวงพาณิชย์ของจีน ที่ประชุมได้ขอให้ ADB ประสานงานกับรัฐบาลปักกิ่งในการดำเนินการตามสัญญา

                 (๒)    ข้อตกลงการขนส่งสินค้าข้ามแดน (CBTA) ตามแนว NSEC มีปัญหาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะทางด้านฝั่ง สปป.ลาว เกิดความล่าช้าในด้านขนส่ง โดยเฉพาะเรือข้ามฟากห้วยทราย-เชียงของให้มีการจัดระบบการตรวจตราสินค้าให้รวดเร็ว ลดขั้นตอนพิธีการศุลกากร Transit ให้มีความโปร่งใส และปรับปรุงระบบศุลกากรของแต่ละประเทศ ตามแนวระเบียงเหนือ-ใต้ ให้เป็นระบบเดียวกัน โดยเฉพาะด้าน SSI การกักกันพืชและสัตว์ และด้านอื่น ๆ ที่มีปัญหา โดยเฉพาะที่มีปัญหาค่อนข้างมาก คือด้านค่าใช้จ่ายนอกระบบ

                 (๓)    ที่ประชุมเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการลงนามในข้อตกลงขนส่งข้ามแดน ซึ่งได้มีการตกลงกันไปแล้ว แต่ทางรัฐบาลไทยยังไม่สามารถลงนามได้ ซึ่งฝั่งไทยได้ชี้แจงว่า ติดขัดที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งประเทศไทยได้มีการยุบสภาไปแล้ว อาจต้องรอไปถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ เป็นอย่างน้อย เพราะต้องรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมถึงการจัดวาระการประชุมรัฐสภาเข้าสู่ระบบ

                 (๔)    การเชื่อมโยงข้อมูลทางเศรษฐกิจ Economic Monitoring System ที่ประชุมไทย ลาว       เวียดนาม จีน ต่างมีความเห็นชอบร่วมกัน ในการสนับสนุนระบบการติดตามข้อมูลการทำงาน ภายใต้กรอบ NSEC ขณะที่ผู้แทนพม่าขอหารือกับทางรัฐบาลก่อการกำหนดท่าทีอีกครั้งหนึ่ง

                 (๕)    โครงการนำร่องเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ธนาคาร ADB ขอให้จีนและเวียดนามนำร่องการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ที่เหอโขว่-ลาวก๋าย ขณะที่ทางผู้แทนภาครัฐจีน ยังสงวนท่าที โดยยังให้ความสำคัญต่อนิคมอุตสาหกรรม ว่าควรจะทำควบคู่ไปกับเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ซึ่งที่ประชุมเสนอให้จัดทำเป็นข้อตกลง MOU    ในการประชุมผู้นำ GMS (GMS Summit ครั้งที่ ๔) ซึ่งกรณีนี้เห็นว่าประเทศไทยควรได้หยิบยกประเด็นเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแม่สอด-เมียวดี มาเข้าไว้ในโครงการนำร่อง และมีการผลักดัน เพื่อให้มีการลงนาม MOU กับรัฐบาลพม่า ในการประชุม GMS Summit ครั้งต่อไป ซึ่งรายละเอียดทาง GMS Business Council จะนำหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต่อไป

                 (๖)    Single Visa ทาง ADB ได้มีการนำเสนอ Single Visa เพื่อให้นักท่องเที่ยวประเทศที่ ๓ สามารถทำ Visa กับประเทศหนึ่งประเทศใด และสามารถเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศสมาชิก ได้ แก่ เวียดนาม ลาวได้ ซึ่งนักท่องเที่ยวของ GMS ร้อยละ ๓๕ เป็นประเทศที่ ๓ ปัจจุบันมีเพียงประเทศไทยกับกัมพูชาที่ได้มีการ MOU Single Visa ภายใต้กรอบ ACMECS เท่านั้น ซึ่งในที่ประชุมประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะเวียดนาม ลาว พม่า ต่างสงวนท่าทีโดยอ้างประเด็นความมั่นคง ทั้งนี้ โดยภาพรวมแล้ว Single Visa ของ GMS ค่อนข้างจะผลักดันได้ยากในเวลาอันสั้น ซึ่งประเทศไทยยังเห็นว่าเป็นปัญหาทางด้านความมั่นคง ซึ่งอาจะใช้ช่องทาง GMS Business Card โดยให้แต่ละประเทศต้องมีการคัดกรองนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามจีน เห็นว่า แม้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและทำได้ยาก แต่สิ่งที่ควรเริ่มต้นได้ก่อนคือการใช้ Single Visa ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันในอนุภูมิภาคก่อน

                 (๗)    การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจนอกพื้นที่เป้าหมาย ประเทศไทยได้นำเสนอพื้นที่นอกเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ควรจะได้รับประโยชนาจากการพัฒนา NSEC โดย ADB ได้ขอให้ BOI ของไทยดำเนินการทำ Business Matching ด้านการลงทุน โดยขอให้ช่วยส่งเสริมโรงงานขนาดใหญ่ของไทยเข้ามาในพื้นที่ และพื้นที่นอกเขตเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้มีการขยายการพัฒนาเศรษฐกิจในส่วนรอบนอก

        ๓.๘     สรุปจากการหารือ (Pararel Session) เป็นการประชุมคู่ขนาน จากการประชุม Overview Session เป็นการนำเสนอจากข้อสรุปของแต่ละประเทศสมาชิก สรุปได้ดังนี้

                (๑)   การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ NSEC จีนมีการลงทุนในเวียดนามและสปป.ลาวมากขึ้นโดยเฉพาะภายใต้เส้นทางฮานอย-ลาวก๋ายและโครงการพัฒนาท่าเรือไฮฟงมีความรุดหน้าสูงทางประเทศเวียดนามมีความสนใจในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนเศรษฐกิจพิเศษเหอโข่ว-ลาวก๋าย        

                 (๒)   ขอให้มีการตั้งคณะกรรมการ หรือมีกลไกพิเศษในการนำเสนอปัญหา และการประสานงานทั้งในระดับ G๒G G๒B และ B๒B ซึ่งจะต้องนำท้องถิ่น ได้แก่ จังหวัด และแขวง หรือเมือง ชายแดน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้กรอบระเบียง NSEC

                 (๓)    ให้มีการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาค SMEs โดยการสร้างคลัสเตอร์ อุตสาหกรรมลงไปในพื้นที่เป้าหมายโดยเน้นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน

                 (๔)    ประเทศไทย โดยจังหวัดเชียงราย ขอเป็นผู้นำกลุ่มจังหวัดในการพัฒนา GMS the Leader of Provincial Group ขณะที่จังหวัดพิษณุโลก วางบริบทของยุทธศาสตร์การพัฒนาในการ เป็นจุดเชื่อมโยงระเบียง NSEC กับระเบียง EWEC และการบูรณาการด้านการลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้นำเสนอ ศักยภาพของจังหวัดในการพัฒนาด้าน การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวเมืองมรดกโลก และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการเตรียมตัวเป็นจังหวัดเจ้าภาพ ในการจัดงาน “World Expo ๒๐๒๐” ที่จะมีขึ้นในประเทศไทย

                 (๕)    ประเทศพม่า โดยรัฐฉานต้องการให้เป็นฐานการผลิตด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และขอให้ มีการส่งเสริมด้านการลงทุนอุตสาหกรรมท่าขี้เหล็ก-แม่สาย โดยเน้นอุตสาหกรรมด้านอุปโภค และบริโภค รวมถึงการตั้งคณะกรรมการการค้าชายแดนไทย-พม่า

                 (๖)    การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่เป็นแหล่งมรดกโลกของกลุ่มประเทศ GMS โดยมีนครคุนหมิง และหนานหนิง เป็นจุดเป้าหมาย ซึ่งจีนคาดว่า ปริมาณการท่องเที่ยวในปี ๒๐๒๐ จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในกลุ่ม GMS มากถึง ๑๕๐ ล้านคน ส่วนใหญ่เป็น นักท่องเที่ยวจากจีน จะทำให้ GMS กลายเป็นแหล่งที่มีปริมาณการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกและมีนักท่องเที่ยวทางรถยนต์ที่สูงกว่า EU โดยมีการเสนอให้มีการจัดตั้งสมาคม GMS tourism และเร่งการปรับปรุงระบบ Border Pass เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในบริเวณชายแดนของแต่ละประเทศ

                 (๗)    ที่ประชุมกำหนดให้มีการเสนอการทำ Main Tourism Route หรือเส้นทางหลักการ ท่องเที่ยว โดยมีประเทศจีนและไทย เป็นจุดหมายปลายทาง โดยมีการนำทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม สินค้า OTOP และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เข้ามาบูรณาการด้านการท่องเที่ยว ซึ่ง                     จำเป็นจะต้องเน้นบทบาทของชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วม โดยการทำแผน Area Cooperation โดยเน้นในเชิงมิติด้านการท่องเที่ยวอย่างบูรณาการ

       

 

 

 

 

 

 

ข้อมูล ณ วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๔

ส่วนพัฒนาความร่วมมือภาคเอกชนและกิจการพิเศษ สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด

สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

จำนวนผู้เข้าชม

ลิขสิทธิ์ © 2554 ส่วนพัฒนาความร่วมมือภาคเอกชนและกิจการพิเศษ สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด
สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โทรศัพท์ 0-2224-1843 โทรสาร 0-2222-4159

© 2554 สงวนลิขสิทธิ์ พัฒนาโดย N Square Media And Creation Co., Ltd.