หน้าหลักข้อมูลองค์กรแผนงานโครงการแสดงความคิดเห็นแผนผังเว็บไซต์ติดต่อเรา

คณะกรรมการ กรอ.จังหวัด/กลุ่มจังหวัด

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.)

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ

GMS

ACMECS

IMT-GT

ROC

AEC

กระทรวงมหาดไทย

เว็บไซต์จังหวัด

ส่วนราชการไทย

สื่อสารมวลชน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

บทความ

ภาพกิจกรรม

องค์กรภาคเอกชน

หอการค้าไทย

สมาคมธนาคารไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ส่วนหัวปฏิทิน

 

ส่วนหัวนาฬิกา

ส่วนหัวพยากรณ์อากาศ

ส่วนหัวราคาน้ำมัน ปตท.

ส่วนหัวอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

GMS
คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC)

ความคิดในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ๒๕๐๐ โดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจสำหรับเอเชียตะวันออกไกล (United Nations Economic Commission for Asia and the Far East : ECAFE (ในปี ๒๕๑๗ เปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก หรือ United  Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific : UNESCAP ) ซึ่งเป้าหมายหลักในการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของประเทศในอนุภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่ง ECAFE เล็งเห็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากปัญหาน้ำท่วมในประเทศลุ่มน้ำต่างๆ

ในเวลาต่อมา แม่น้ำโขงได้รับเลือกจาก ECAFE เพื่อศึกษาเชิงลึกในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำ ซึ่งทำความเสียหายให้กับประเทศในลุ่มน้ำ ได้แก่ จีน พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนามและไทย แต่เนื่องจากจีนและพม่า เป็นสองประเทศลุ่มน้ำตอนบนมีปัญหาการเมืองภายในและไม่สนใจเข้าร่วม ECAFE แต่ ๔ ประเทศลุ่มน้ำตอนล่าง ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย ให้ความสนับสนุนการศึกษาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และได้ลงนามในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงทั้งหมด ๔ ฉบับ ดังนี้

                  (๑)   ในปี ๒๕๐๐ ECAFE ได้ให้การสนับสนุน ๔ ประเทศตอนล่างลุ่มน้ำโขงในการยกร่าง The Statute on the Committee for Co-ordination of the Lower Mekong Basin (๑๘๕๗) เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการแม่น้ำโขง (Mekong Committee) ให้เป็นหน่วยงานกลาง เพื่อการศึกษาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากน้ำท่วมร่วมกัน โดยมีสำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ (ถึงปี ๒๕๑๘)

                  (๒)  ในปี ๒๕๑๘ ทั้ง ๔ ประเทศร่วมกันลงนามใน The Joint Declaration of Principles for Utilization of the Waters of the Lower Mekong Basin เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่สำคัญในการใช้น้ำ เช่น หลักการบริหารลุ่มน้ำ (drainage basin) และหลักการใช้น้ำอย่างเป็นธรรม (equitable utilization) ซึ่งถือเป็นหลักการที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในทศวรรษนั้น แต่ปฏิญญาร่วมนี้มิได้รับการอนุมัติ เนื่องจากปัญหาภายในประเทศลาวและกัมพูชาในช่วงเวลานั้น ในขณะที่คณะกรรมการแม่น้ำโขงยังคงอยู่ แต่ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                  (๓)  ปี ๒๕๒๑ เนื่องจากกัมพูชามีปัญหาภายในจึงไม่สามารถมีส่วนร่วมในคณะกรรมการแม่น้ำโขงอย่างเต็มที่ ลาว เวียดนาม และไทยได้ลงนาม The Declaration on the Interim Committee for Co-ordination of the Lower Mekong Basin เพื่อให้กิจกรรมของคณะกรรมการแม่น้ำโขงยังคงดำเนินต่อไปได้เป็นการชั่วคราว คณะกรรมการแม่น้ำโขงจึงได้เปลี่ยนชื่อและสถานนะเป็นคณะกรรมการชั่วคราวแม่น้ำโขง (Interim Mekong Committee)

                  (๔)  ปี ๒๕๓๘ หลังจากปัญหาภายในกัมพูชาสิ้นสุดลง ทั้ง ๔ ประเทศตอนล่างลุ่มแม้น้ำโขงได้ตกลงกันเพื่อร่วมมืออีกครั้งในการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และได้ลงนามใน The Agreement on the Co-ordination for the Sustainable Development of the Lower Mekong Basin ซึ่งเน้นการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนล่าง การใช้น้ำอย่างเป็นธรรม (equitable and reasonable use of water) และรักษาระดับน้ำในลำน้ำหลัก เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Maintenance of water flow of the mainstream) ทั้ง ๔ ประเทศ ได้ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong RiverCommission :MRC) โดยสำนักงานเลขาธิการได้ย้ายจากกรุงเทพฯ ไปตั้งที่กรุงพนมเปญ แลธ เวียงจันทร์ตามลำดับ โดยเวียนวาระละ ๕ ปี                                                                                                                                

                  (๕)  ปี ๒๕๓๙ จีนและพม่า ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ตอนบนของลุ่มน้ำโขงได้เข้าร่วมเป็นประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partner) กับ MRC

                  (๖)  ปี ๒๕๔๕ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและจีนทำความตกลงเรื่อง Provision of hydrological information on Lancang / Mekong River in the Flood season เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ MRC ในการพยากรณ์ระดับน้ำ และป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง

                  (๗)  เนื่องจากประเทศสมาชิกและกลุ่มหุ้นส่วน เพื่อการพัฒนา เห็นว่า การหมุนเวียนที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการทุก ๕ ปี จะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ MRC  และสิ้นเปลืองงบประมาณ จึงให้พิจารณาสถานที่ตั้งถาวร MRC ซึ่งที่ประชุมคณะมนตรี MRC  ครั้งที่ ๑๖ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ ได้มีมติให้ตั้งสำนักงานเลขาธิการถาวร ณ กรุงพนมเปญและเวียงจันทร์ในลักษณะเป็น Co-hosted ซึ่งขณะนี้สำนักงาน ณ กรุงพนมเปญกำลังเตรียมการปรับโครงสร้างและบุคลากร เพื่อรองรับการเป็นสำนักงานเลขาธิการร่วมกับสำนักงาน ณ เวียงจันทร์ 

๒.     สาระสำคัญของความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของลุ่มน้ำโขงหรือความตกลงแม่น้ำโขง ๑๙๙๕ (The Agreement on the Co-ordination for the Sustainable Development of the Lower Mekong Basin : the ๑๙๙๕ Mekong Agreement สรุปสาระของความร่วมมือ ๓ ด้าน ดังนี้

         ๒.๑   การใช้น้ำ ประเทศภาคีต้องใช้น้ำของระบบแม่น้ำโขงภายในอาณาเขตของตนอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม ตามปัจจัยและสภาพการณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยกฎระเบียบการใช้น้ำและการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำขึ้นอยู่กับการใช้น้ำและการผันน้ำขึ้นอยู่กับการใช้น้ำจากแหล่งใด คือ จากแม่น้ำสาขาหรือจากแม่น้ำสายหลัก/สายประธาน ดังนี้

                  (๑) การใช้น้ำในแม่น้ำสาขา หากประเทศภาคีต้องการใช้น้ำในแม่น้ำสาขา ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำภายในลุ่มน้ำหรือการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ ประเทศภาคีสามารถทำได้โดยทำการแจ้ง (notification)ต่อคณะกรรมการร่วม (Joint Committee : JC)

                  (๒) การใช้น้ำจากแม่น้ำสายหลัก/สายประธาน พันธกรณีของประเทศภาคีขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ใช้น้ำ คือ ฤดูแล้งหรือฤดูน้ำหลาก

                        ๑.  ในฤดูน้ำหลาก (Wet Season)

                              -  หากประเทศภาคีต้องการผันน้ำภายในลุ่มน้ำ สามารถทำได้โดยการแจ้งต่อJC

                              - หากประเทศภาคีต้องการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ ต้องทำการปรึกษาหารือล่วงหน้า เพื่อมุ่งที่จะให้บรรลุข้อตกลง โดย JC

                        ๒.  ในฤดูแล้ง (Dry Season)

                              -     หากประเทศภาคีต้องการผันน้ำภายในลุ่มน้ำ ต้องทำการปรึกษาหารือล่วงหน้า เพื่อมุ่งที่จะให้บรรลุข้อตกลง โดย JC

                              -     หากประเทศภาคีต้องการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก JC โดยทำเป็นข่อตกลงเฉพาะเป็นรายโครงการ ก่อนที่จะมีการผันน้ำใดๆตามที่เสนอไว้ อย่างไรก็ตาม ในฤดูแล้ง หากมีปริมาณน้ำส่วนเกินจากข้อเสนอการใช้น้ำของภาคีทุกฝ่ายและได้มีการตรวจสอบและยืนยันเป็นเอกฉันท์ โดย JC แล้ว การผันน้ำสามารถกระทำได้โดยต้องมีการปรึกษาหารือล่วงหน้า

        ๒.๑   การจัดการน้ำ

              ความตกลงแม่น้ำโขงกำหนดให้การจัดการน้ำนั้นต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดผลเสียที่อันตรายน้อยที่สุดและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

         ๒.๓   การอนุรักษ์น้ำ

              เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรที่มีลักษณะที่สำคัญ คือ ปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำมีความสัมพันธ์กัน หากปริมาณน้ำลดลงย่อมส่งผลต่อคุณภาพน้ำไปด้วย เช่น ทำให้น้ำสกปรก เนื่องจากดินโคลนใต้ท้องน้ำนั้นมาผสมกับน้ำที่มีปริมาณน้อย จึงไม่สามารถละลายหรือตกตะกอนได้ ด้วยข้อเท็จจริงนี้ จึงทำให้ความตกลงแม่น้ำโขงมุ่งเน้นการอนุรักษ์น้ำในรูปของการรักษาระดับน้ำควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพน้ำด้วย

                  (๑) การรักษาระดับน้ำ  กำหนดให้ประเทศภาคีร่วมมือกันเพื่อรักษาปริมาณการไหลของน้ำในแม่น้ำโขง โดยแบ่งเป็นช่วงต่างๆ ของปี ดังนี้

                  ๑.  ไม่ให้ต่ำกว่าปริมาณการไหลต่ำสุดของน้ำตามธรรมชาติรายเดือนที่เป็นที่ยอมรับได้ในช่วงฤดูแล้ง

                  ๒.  เพื่อให้มีปริมาณการไหลย้อนกลับของน้ำตามธรรมชาติที่ยอมรับได้ของ Tonle Sap ในช่วงฤดูน้ำมาก

                  ๓.  เพื่อป้องกันไม่ให้อัตราเฉลี่ยการไหลของน้ำสูงสุดรายวันเกินอัตราเฉลี่ยการไหลของน้ำตามธรรมชาติในช่วงฤดูน้ำหลาก

                  (๒) การรักษาคุณภาพน้ำ ความตกลงแม่น้ำโขงกำหนดให้ประเทศภาคีร่วมดำเนินการปกป้องสิงแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพชีวิต และสภาวะของพืชและสัตว์น้ำ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์ จากมลพิษหรือผลกระทบที่เป็นอันตรายอื่นๆ ที่เกิดจากแผนพัฒนาและการใช้น้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องภายในลุ่มน้ำ 

๓.     โครงสร้าง ภารกิจและกิจกรรมของ MRC

       ๓.๑   คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ประกอบด้วยองค์กรบริหารถาวร ๓ องค์กร คือ

                  (๑) Council กำหนดให้คณะมนตรีประกอบด้วยผู้แทนระดับรัฐมนตรี (Ministerial and Cabinet Level) มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการใช้และพัฒนาลุ่มน้ำโขง

                  (๒) Joint Committee (JC) กำหนดให้คณะกรรมการร่วมประกอบด้วยผู้แทนไม่ต่ำกว่าระดับอธิบดี มีหน้าที่ในการปฏิบัติตามนโยบายและข้อตัดสินใจของคณะมนตรี รวมทั้งมีหน้าที่ในการยกร่างแผนพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Basin Development plan : BDP)

                  (๓) Mekong River Commission Secretariat (MRCS) มีภารกิจหลักในการอนุมัติบทบัญญัติในความตกลงแม่น้ำโขง ทำการศึกษาและดำเนินการตามนโยบายที่วางไว้โดย  Council  และ  JC  เพื่อให้การพัฒนา    แม่น้ำโขง ตอนล่างเป็นไปอย่างยั่งยืนและเพื่อประโยชน์ของประเทศภาคีทั้ง ๔ ฝ่าย ผู้ประสานงานฝ่ายไทย คือ กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย โดยเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับ MRCS

         ๓.๒   MRCS มีโครงการหลัก ๙ โครงการ ได้แก่

                  (๑) แผนการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนล่าง มีการกำหนดความเร่งด่วนในการพัฒนา ซึ่งเน้นเรื่องการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลัก

                  (๒) โครงการร่างกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ Water Utilisation Programme (WUP)                                                                                                    

                  (๓) โครงการรักษาสิ่งแวดล้อมของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง Environment Programme (EP) ซึ่งรวมถึง Climate Change and Adaptation Initiative (CCAI) แม้ว่าเจ้าหน้าที่ CCAI จะรายงานต่อผู้อำนวยการ EP แต่ MRCS จัด CCAI เป็น cross-cutting entity ที่ต้องประสานงานกันระหว่างหลายแผนงาน ไม่ใช่แค่ EP เท่านั้น ขณะนี้ CCAI ได้รับความสนใจจากประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างมาก

                  (๔) โครงการจัดการและบรรเทาอุทกภัย Flood Management and Mitigation programme (FMMP) โดยจัดตั้งระบบพยากรณ์และเตือนภัยสำหรับศูนย์การจัดการและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในภูมิภาค

                  (๕) โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถแบบบูรณาการ Integrated Capacity Building programme (ICBP)

                  (๖) โครงการป่าไม้ การชลประทานและการเกษตร Agriculture Irrigation and Forestry programme

(AIFP)

(๗)  โครงการประมง Fisheries programme  (FP)

(๘)   โครงการการเดินเรือ Navigation programme (NP) โดยมีความร่วมมือกับจีนในการเดินเรือใน

แม่น้ำโขง-ล้านช้าง และกำลังจะขยายขอบเขต และความเกี่ยวพันกับประเด็นความปลอดภัยในการเดินเรือ รวมทั้งการพัฒนาโครงการเดินเรือในกัมพูชาและเวียดนาม

              (๙) โครงการจัดการความรู้และข้อมูล Information and Knowedge Management programme (IKMP) ซึ่งเน้นการบริหารข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ การพยากรณ์อากาศ ฐานข้อมูล แผนที่ทางไกลผ่านดาวเทียม

 

๔.     การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ ๑ (MRC Summit) เมื่อวันที่ ๔-๕ เมษายน ๒๕๕๓ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานเลขาธิการ (MRC Secretariat)

        

         ๔.๑   วัตถุประสงค์ของการประชุม

              (๑)  เพื่อยืนยันฉันทามติทางการเมืองระดับสูงสุดของประเทศสมาชิกที่จะอนุมัติความตกลงจัดตั้ง MRC

              (๒)  เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์สำหรับ MRC ในช่วง ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้า

              (๓)  เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในการทำงานกับจีนและพม่า ซึ่งเป็นประเทศในลุ่มน้ำตอนบนในการใช้ทรัพยากรแม่น้ำโขง เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศในลุ่มน้ำโขง

               (๔)  เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างMRC กับกรอบความร่วมมืออื่นๆ ในอนุภูมิภาคนี้ ได้แก่ GMS และ ASEAN รวมถึงหุ้นส่วนการพัฒนาต่างๆ

               (๕)  เพื่อส่งเสริมภาพพจน์ของMRC และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศลุ่มน้ำโขงอื่นๆ องค์การระหว่างประเทศ หุ้นส่วนการพัฒนา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ        

         ๔.๒   ผลลัพธ์ของการประชุม คือ ปฏิญญาหัวหินของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC Hua Hin Declaration) ซึ่งมีสาระสำคัญกล่าวถึงการดำเนินงานและความสำเร็จของMRC ในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมา การส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค วิสัยทัศน์ ขอบเขตกิจกรรมที่สำคัญ และแผนการดำเนินการต่อไปในอนาคต

 

 

จำนวนผู้เข้าชม

ลิขสิทธิ์ © 2554 ส่วนพัฒนาความร่วมมือภาคเอกชนและกิจการพิเศษ สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด
สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โทรศัพท์ 0-2224-1843 โทรสาร 0-2222-4159

© 2554 สงวนลิขสิทธิ์ พัฒนาโดย N Square Media And Creation Co., Ltd.